การใช้รูปวรรณยุกต์ (๑)

จากเรื่อง “New York New York” ซึ่งเสนอให้คิดว่า จะใช้อักษรไทยเขียนอย่างไรดี “นิวยอร์ก” หรือ “นิวย้อร์ก” หรือ “นิวหยอร์ก” ปัญหาใหญ่ที่เสนอให้คิดก็คือ เราควรจะใช้รูปวรรณยุกต์ หรือ อักษรสูง (รวมทั้ง ห หีบ) ในรูปการเขียนหรือไม่

ตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๓๕ ไม่กำหนดให้ใช้ ยกเว้นคำที่อาจจะซ้ำกับคำไทยจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่น “coma” ทับศัพท์ว่า “โคม่า” เพราะฉะนั้น “New York” จึงทับศัพท์ว่า “นิวยอร์ก” ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอ่านว่า [นิวยอก] มีแต่อ่านว่า [นิวย้อก] หรือ [นิวหยอก]

ในปัจจุบันนี้มีสินค้าหลายชนิด ที่เขียนอย่างอ่านอย่างเช่นเดียวกับ “นิวยอร์ก” เช่น “เซนชะ” อ่านว่า [เซนฉะ] “เพียวริคุ” อ่านว่า [เพียวริขุ] “โดโซะ” อ่านว่า [โดโสะ] ชื่อเหล่านี้แม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็เป็นการถอดคำออกมาจากอักษรโรมัน ไม่ใช่ตัวญี่ปุ่น จึงมีลักษณะการออกเสียงแบบเดียวกับภาษาอังกฤษซึ่งใช้อักษรโรมัน

ขอให้สังเกตว่า ชื่อเหล่านี้คือชื่อสินค้า ซึ่งเจ้าของมีสิทธิ์ที่จะเขียนตามที่ตนต้องการได้ คำเหล่านี้มีลักษณะเดียวกับคำใหม่ในภาษา เช่นเดียวกับคำว่า “ผับ” และ “อังค์ถัด” ที่ลงเสียงเอก ถ้าสินค้าเหล่านี้เขียนว่า “เซนฉะ” “เพียวริขุ” “โดโสะ” ก็คงจะไม่มีใครตั้งข้อสงสัย เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสงสัยคำว่า “ผับ” และ “อังค์ถัด” ซึ่งมิได้ใช้หลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน

“มองไทยใหม่” ในครั้งนี้อยากจะขอสืบสาวกลับไปถึงเรื่องการใช้รูปวรรณยุกต์ในอดีต เพื่อให้เกิดแนวความคิดว่า ต่อไปในอนาคตเราควรจะทำอย่างไร

แต่เดิมมาการเขียนคำไทยไม่นิยมใช้วรรณยุกต์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะภาษาไทยอาศัยอักษรขอมโบราณและมอญโบราณเป็นตัวเขียน อักษรชุดดังกล่าวก็พัฒนามาจากอักษรเทวนาครีของแขกอีกทีหนึ่ง ทั้งภาษาแขกและภาษาขอมไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ จึงสามารถใช้อักษรชุดนี้ได้อย่างสะดวก แต่ภาษาไทยมีระบบเสียงวรรณยุกต์ การเขียนคำโดยไม่สามารถจะบอกเสียงสูงต่ำได้เลยจึงอาจจะมีปัญหาในการสื่อสาร

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ ประทาน พระยาอนุมานราชธน เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๔๘๒ ความตอนหนึ่งว่า

“ข้อประหลาดที่สำคัญมีอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งภาษาไทยไม่เหมือนภาษาเขมร มอญ พม่า ที่มีเสียงผัน จนมีนิทานเล่าหัวเราะกันอยู่ว่า พวกไทยเงี้ยวสร้างศาลาขุดบ่อน้ำไว้ริมทาง เพื่อบำรุงคนเดินทาง แต่ที่อันจะขุดบ่อน้ำนั้นจำเปนต้องทำลึกเข้าไป อันจะแลเห็นไม่ได้ในถนน จึ่งเขียนหนังสือปักบอกไว้ว่า ทีนีมีนำ ความประสงค์ของผู้ที่เขียนไว้ ก็ตั้งใจจะบอกคนเดินทางให้รู้ว่า ที่นี่มีน้ำ อันอาจตักกินได้ แต่คนเดินทางอ่านแปลความไปเสียอย่างหนึ่งว่า ที่นี่หมีหนำ เลยรีบหนีเตลิดเปิดเปิงไป ไม่ได้พักและไม่ได้กินน้ำ…” (ตัวสะกดการันต์เขียนตามแบบเดิม)

ความจำเป็นในการสื่อสารทำให้ไทยต้องคิดเครื่องหมายเพิ่ม ดังที่ปรากฏ ไม้เอก และไม้โท ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๕ ในขณะนั้นไม้เอกมีรูปร่างเหมือนไม้เอกในปัจจุบัน แต่ไม้โทมีรูปร่างคล้ายกากบาท (+)

ส่วนไม้ตรีกับไม้จัตวานั้นปรากฏขึ้นในปลายสมัยอยุธยาหรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

อิงอร สุพันธุ์วณิช ได้กล่าวไว้ในหนังสือ วิวัฒนาการอักษรและอักขรวิธีไทย ว่า ได้พบไม้ตรีเพียงคำเดียวในคำว่า “พระเจ้านำก๊ก” ในหนังสือจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๑ หนังสือพระยามหาโยธาถึงอุบากองผู้หลานว่าด้วยการส่วนตัวและเบ็ดเตล็ด จ.ศ.๑๑๖๔ (พ.ศ.๒๓๔๖) ส่วนไม้จัตวานั้นก็พบว่าใช้น้อยมาก จะใช้ในคำว่า “ตังเกี๋ย” “จิ๋วิแห้ว” และ “จิ๋วิถึก” ในจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๑ พระราชสาส์นถึงญวนว่าด้วยการเมืองเวียงจันทน์และเรื่ององเชียงสือ จ.ศ.๑๑๕๖ (พ.ศ.๒๓๓๗) และในคำว่า “หัวเข๋า” (หัวเขา) “เฝ๋า” (เข้าเฝ้า) “เผ๋า” (เผา) ใจจดหมายเหตุกรุงธนบุรีเรื่องการแต่งตั้งเจ้าเมืองสงขลา เริ่มตั้งแต่ต้นแผ่นดินพระเจ้าตากถึงรัชกาลที่ ๓ จ.ศ.๑๒๓๑ (พ.ศ.๒๓๙๒)

อิงอร ได้สรุปไว้ว่า การที่เครื่องหมายวรรณยุกต์ตรีและจัตวามีใช้น้อยมาก และจะปรากฏใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาจเป็นได้ว่าคำที่จะมีวรรณยุกต์ทั้งสองนี้จะเป็นคำที่มาจากต่างประเทศคือภาษาจีน เช่นคำว่า โต๊ะ ตั๋งโต๊ะ อ๋อง ก๊ก เจี๊ยะ ฯลฯ

หรือเป็นคำที่เป็นเสียงอุทาน เช่น อุ๊ย โอ๊ย ฯลฯ

ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน