คำต้องห้ามข้ามภาษา

Mary R. Haas นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีผลงานเกี่ยวกับภาษาไทยมากมาย รวมทั้ง Thai-English Student”s Dictionary ได้เคยเขียนเรื่อง “Interlingual Word Taboos” ไว้ในวารสาร American Anthropologist เมื่อปี 1951 หรือ พ.ศ.๒๔๙๔ โดยได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

นักเรียนไทยที่ไปเรียนในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษนั้นมักจะหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทยบางคำเมื่ออยู่ในกลุ่มฝรั่ง ถ้าคำนั้นๆ มีเสียงพ้องกับคำต้องห้ามในภาษาอังกฤษ เหตุที่หลีกเลี่ยงนั้นก็เป็นเพราะไม่แน่ใจในเรื่องความเหมาะสม หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องคำต้องห้ามหรือสิ่งต้องห้ามในสังคม วิธีหลีกเลี่ยงอย่างหนึ่งก็คือเปลี่ยนไปใช้คำอื่นแทนเสีย

แต่อย่างไรก็ตาม Mary Haas ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า คนไทยไม่ถือเรื่องการพูดคำต้องห้ามในหมู่คนที่สนิทสนมกัน ในทางกลับกันคำภาษาอังกฤษบางคำก็อาจจะมีเสียงพ้องกับคำต้องห้ามในภาษาอื่นก็ได้ ยิ่งถ้าเป็นภาษาที่มีระบบเสียงสูงต่ำ คำที่จะกลายเป็นคำต้องห้ามยิ่งมีมากขึ้น

สำหรับในเมืองไทยนั้น บางถิ่นอาจจะนำชื่อสัตว์มาตั้งเป็นชื่อคน แต่วิธีการนี้ไม่นิยมกันในกรุงเทพฯ บางคนต้องเปลี่ยนชื่อเพราะเสียงไม่เพราะในบางสังคม

ข้อสังเกตของ Mary Haas ยังคงเป็นจริงอยู่ ดังจะสังเกตเห็นได้ว่า คนบางคนที่พ่อแม่ตั้งชื่อให้เป็นชื่อสัตว์ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่อย่างเพราะพริ้ง แล้วใช้ชื่อเก่าเป็นชื่อเล่น

สำหรับคนไทยนั้นวิธีการหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวคำต้องห้ามในหมู่คนไทยด้วยกันเองนั้นก็คือการหาคำอื่นมาใช้ ดังที่คนสมัยก่อนใช้คำว่า “ผักสามหาว” แทน “ผักตบ” ใช้ “ผักทอดยอด” แทน “ผักบุ้ง” ใช้ “ผึ่งแดด” แทน “ตากแดด” ฯลฯ

คำต้องห้ามที่ยกมาข้างต้นนี้ บางคำก็เห็นชัดว่าหยาบคายหรือไม่เหมาะสม แต่บางคำกว่าจะรู้ต้อง “ผวนคำ” เสียก่อน เนื่องจากการหลีกเลี่ยงคำต้องห้ามนี้ทำกันมานาน จนบางคำหายไปจากชีวิตประจำวันแล้ว คนสมัยปัจจุบันบางคนต่อให้ผวนคำแล้วก็ยังทำหน้างง เพราะไม่รู้ว่ามันหยาบคายตรงไหน

ชาวต่างประเทศที่เรียนภาษาไทยและได้เรียนรู้แล้วว่าคำใดควรพูดไม่ควรพูดก็มักจะฝึกหัดเรื่องเสียงวรรณยุกต์อย่างหนัก เพื่อมิให้ “ผมชอบขี่ม้า” กลายเป็น “ผมชอบขี้หมา”

สำหรับกรณีการใช้คำต้องห้ามข้ามภาษานั้น มักจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังเช่นกรณีของคนที่ชื่อ “ฟัก” ไปหาซื้อ “พริก” ในตลาดเมืองฝรั่ง

จังหวัด “ภูเก็ต” ที่ถอดเป็นอักษรโรมันว่า “Phuket” ก็มีฝรั่งบางคนอมยิ้ม แล้วออกเสียงว่า “ฟัก-อิต”

ชื่อสถานีรถไฟฟ้า ๓ สถานีก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันเดียวกัน คือ “เพลินจิตร” “ชิดลม” และ “หมอชิต” ทั้ง ๓ สถานีนี้ล้วนแต่มี “chit”

คนชื่อ “พร” ก็กลุ้มใจที่ต้องกลายเป็น “porn” (ร้านขายหนังสือหรือหนังโป๊) หรือ “pawn” (จำนำ) ถ้าใช้หลักของราชบัณฑิตยสถานก็พอจะเลี่ยงไปได้ เพราะเขียนว่า “phon” แต่ก็ยังมีคนไม่พอใจเพราะไปอ่านเป็นภาษาอังกฤษเป็น “ฟอน” เลยขอเขียนเป็น “ponn”

การเขียนคำด้วยอักษรโรมัน แล้วอ่านเป็นภาษาอังกฤษนี้ เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก เพราะภาษาอังกฤษมีอิทธิพลมากในภาษาไทย ทั้งๆ ที่คำภาษาอังกฤษก็มีวิธีอ่านอย่างมากมาย ไม่สม่ำเสมอ เช่น “do” อ่านว่า “ดู” แต่ “go” กลับอ่านว่า “โก” นอกจากจะอ่านเป็นภาษาอังกฤษแล้ว บางคำก็อาจจะมีรูปเขียนไปพ้องกับคำต้องห้ามอีกด้วย

ด้วยเหตุฉะนี้เอง “รัฐ” จึงเขียนว่า “rath” แทนที่จะเป็น “rat” “สิน” จึงเขียนว่า “sinn” แทนที่จะเป็น “sin”

ส่วนคำที่ยังมีผู้กลุ้มใจอยู่เสมอก็คือ “บัณฑิต” ที่เขียนว่า “bandit” และ “มหาราช” ที่เขียนว่า “maha rat” คำแรกโดนแปลว่า “โจร” ก็พอว่า แต่คำหลังโดนแปลว่า “หนูใหญ่” นี่เรียกว่าข้ามกันไปถึงภาษาแขกทีเดียว

ในทำนองเดียวกันคำจากภาษาอังกฤษที่เข้ามาสู่ภาษาไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันเดียวกัน Kodak จึงต้องกลายเป็น “โกดัก” มิใช่ “โคแดก” Coke จึงต้องกลายเป็น “โค้ก” มิใช่ “โคก” Era จึงต้องกลายเป็น “เอร่า” มิใช่ “อีร่า”

ภาษาบาลีสันสกฤตเองก็ไม่พ้นสถานการณ์นี้ คำว่า “หีนยาน” จึงถูกกำหนดให้อ่านว่า “ฮีนะยาน” มาเป็นเวลานาน เพิ่งจะเปลี่ยนให้อ่านได้ ๓ อย่างคือ [หีนะยาน หีนนะยาน ฮีนะยาน] ใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ นี้เอง

ในภาษาญี่ปุ่น คำที่แสดงความสุภาพคือ “kudasai” นั้น ก็มีตำราสอนภาษาญี่ปุ่นบางฉบับบอกให้อ่านว่า “กูด่าใส่” คำที่แปลว่า “น้ำเย็น” เมื่อออกเสียงแล้วก็ไม่น่าฟังในภาษาไทย เพราะคำนี้คือ “o-hiya” อ่านว่า “โอ เหี้ย” คำว่า Camry จากภาษาญี่ปุ่น ว่า “kanmuri” ซึ่งแปลว่า “crown” นั้น เราก็อ่านเป็นฝรั่งว่า “แคมรี่” ไม่อ่านว่า “แคมรี” ยังจำได้ไหมว่ารุ่นก่อนหน้านี้ก็คือ Toyota Crown

การหลีกเลี่ยงคำต้องห้ามข้ามชาตินี้จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องยาก ผู้ใช้ภาษาที่มีศิลปะจึงต้องรู้จักดัดแปลงบ้างตามสมควร

ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน