คำทักทายในภาษาไทย

          เมื่อได้รู้จักลักษณะของภาษาต่าง ๆ ในอาเซียนไปแล้ว ครั้งนี้เราจะได้รู้จักคำทักทายในภาษาต่าง ๆ ของอาเซียนกัน เริ่มจากภาษาของเราเองคือภาษาไทย อาจารย์เปลื้อง ณ นครได้เคยเขียนเล่าไว้ในหนังสือ ภาษาไทย ๒๕๒๗ หัวข้อเรื่องภาษาทักทาย” ว่า เดิมทีเรามักจะทักทายกันว่า “สบายดีหรือ” แล้วแถมว่า “ไปไหนมา”ซึ่งแสดงว่านึกถึงทุกข์ร้อนของเพื่อนร่วมชาติ ส่วนที่ถามว่า “ไปไหนมา” นั้น ก็ถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้อยากรู้จริง ๆ ว่าไปไหนมา ซึ่งคนตอบก็มักจะตอบว่า “เปล่า”แล้วคนถามก็ไม่ได้ซักต่อไปอีก ท่านผู้รู้บางท่านก็อธิบายว่าที่ทักอย่างนั้นก็เพราะเมื่อก่อนไทยเป็นชาติที่อพยพอยู่เสมอ เมื่อพบกันจึงต้องถามกันตามนิสัย

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศให้ใช้คำว่า สวัสดี เป็นคำทักทายเมื่อแรกพบกัน คำนี้พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกในปี ๒๔๗๖ ขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทดลองใช้ในหมู่นิสิตก่อน อีก ๑๒ ปีต่อมาเป็นยุคชาตินิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงนำมาใช้อย่างเป็นทางการ

          “สวัสดี” มาจากภาษาบาลีว่า “โสตฺถิ” และจากภาษาสันสกฤตว่า “สฺวสฺติ” ทั้งสองคำนี้ใช้ในวรรณคดีไทยและในบทสวดมนต์มานานแล้ว คำว่า “สวัสดี” ตรงกับทั้ง “Good Morning” “Good Afternoon” “Good Day” และ “Good Night” ในภาษาอังกฤษ แต่เราไม่มีคำว่า “สวัสดีตอนเช้า” “สวัสดีตอนบ่าย”หรือ “สวัสดีตอนค่ำ” ใช้คำว่า “สวัสดี” ทักทายกันได้ตลอดวัน ส่วนคำว่า “อรุณสวัสดิ์” และสายัณห์สวัสดิ์” นั้น เป็นภาษาเขียนหรือภาษาวรรณคดี

          อันที่จริงคนไทยยังมีคำทักทายอย่างอื่น ๆ อีก เช่น เมื่อผู้ชายพบเพื่อนผู้ชายที่สนิทสนมกันก็จะทักว่าเฮ้ย เป็นไง(วะ)” “เฮ้ย เป็นไง ไปไหนมา/สบายดีเหรอ (วะ)” ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะตัดคำว่า “เฮ้ย” กับ “วะ” ออกไป ส่วนคำทักทายว่า “สวัสดี” มักจะใช้กันอย่างเป็นทางการ

นิตยา กาญจนะวรรณ เขียน
ชลธิชา สุดมุข สรุป