ชื่อเดือนในภาษาไทย

          การนับวันเดือนปีของไทยแต่เดิมใช้ตามแบบจันทรคติ คือถือการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลัก เริ่มจากเดือนอ้ายคือเดือนหนึ่งซึ่งตรงกับเดือนธันวาคม ตามด้วยเดือนยี่คือเดือนสอง เดือนสาม จนถึงเดือนสิบสองซึ่งตรงกับเดือนพฤศจิกายน

          ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เปลี่ยนไปนับวันเดือนปีตามแบบสุริยคติ คือถือการหมุนของโลกรอบดวงอาทิตย์เป็นหลัก และได้กำหนดชื่อเดือนขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงเป็นผู้คิดชื่อเดือนตามตำราจักรราศีหรือการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ในหนึ่งปี และแบ่งเดือนเป็นเดือนที่มี ๒๘/๒๙ วัน เดือนที่มี ๓๐ วัน และเดือนที่มี ๓๑ วันให้ชัดเจนด้วยการใช้คำลงท้ายเดือนต่างกัน คือ ลงท้ายด้วยคำว่า “พันธ์” “ยน” และคม” ตามลำดับ โดยคำต้นเป็นชื่อราศีสมาสกับคำหลังคือคำว่า “อาพนฺธ” “อายน” (อายาน) และ “อาคม” ชื่อเดือนทั้ง ๑๒ เดือน เริ่มประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ตรงกับค.ศ. ๑๘๘๙ ดังนี้

           มกราคม คือ มกร (มังกร) + อาคม หมายความว่า การมาถึงของราศีมังกร กุมภาพันธ์ คือ กุมภ์ (หม้อ) + อาพนฺธฺ หมายความว่า การผูกพันของราศีกุมภ์ มีนาคม คือ มีน (ปลา) + อาคม หมายความว่า การมาถึงของราศีมีน เมษายน คือ เมษ (แกะ) + อายน หมายความว่า การมาถึงของราศีเมษ พฤษภาคม คือ พฤษภ (วัว โค) + อาคม หมายความว่า การมาถึงของราศีพฤษภ มิถุนายน คือ มิถุน (ชายหญิงคู่) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีมิถุน กรกฎาคม คือ กรกฎ (ปู) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีกรกฎ สิงหาคม คือ สิงห (สิงห์) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีสิงห์ กันยายน คือ กันย (สาวพรหมจารี) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีกันย์ ตุลาคม คือ ตุล (ตาชั่ง ตราชู) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีตุล พฤศจิกายน คือ พิจิก พฤศจิก (แมงป่อง) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีพิจิก และธันวาคม คือ ธนู (ธนู) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีธนู

นิตยา กาญจนะวรรณ เขียน
ชลธิชา สุดมุข สรุป