การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

 เสนอโดย

ศาสตราจารย์สุดาศิริ  วศวงศ์  ภาคีสมาชิก  ประเภทวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชากฎหมายสังคม

 เสนอต่อที่ประชุมราชบัณฑิตและภาคีสมาชิก

สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา

วันพุธที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐


 

        หลายรัฐบาลที่ผ่านมามีความพยายามที่จะจัดการแก้ไขปัญหาการทำงานของคนต่างด้าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน การทำงานไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน ฯลฯ โดยกำหนดให้มีการขออนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามความตกลงร่วมมือกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือนายจ้างอาจนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับตนเองได้โดยผ่านกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งการขออนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายของคนต่างด้าว ตลอดจนการส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางเมื่อไม่ได้ทำงานกับนายจ้างแล้ว

  • กฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว

กฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้บังคับมาก่อนหน้านี้ คือพระราชบัญญัติช่วยอาชีพและวิชาชีพฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๘๔ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๕ เพื่อกำหนดอาชีพและวิชาชีพบางประเภทไว้เป็นการเฉพาะสำหรับคนไทย เช่น การทำ หรือการหล่อพระพุทธรูป การทำนา การตัดผม ฯลฯ บุคคลอื่นที่มิใช่คนไทยจะประกอบอาชีพเหล่านี้ไม่ได้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้มีการตราพระราชบัญญัติสงเคราะห์อาชีพแก่คนไทย พ.ศ. ๒๔๙๙ ขึ้นมาใช้บังคับ เพราะเห็นว่าในพระราชบัญญัติช่วยอาชีพและวิชาชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๕ นั้นใช้บังคับเฉพาะโรงงานเท่านั้น แต่กิจการอื่นมิได้กำหนดบังคับเอาไว้ด้วย อีกทั้งยังไม่มีวิธีการอันรัดกุมสำหรับทำการตรวจสอบ จึงได้ตราพระราชบัญญัติสงเคราะห์อาชีพแก่คนไทย พ.ศ. ๒๔๙๙ ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้มีงานอาชีพเป็นหลักเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยกำหนดให้บรรดา บริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือเอกชน ต้องรับคนงานที่มีสัญชาติไทยเข้าทำงานอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบ โดยเจ้าของสถานประกอบการที่มีคนงานตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จะต้องจัดให้มีทะเบียนคนงานเพิ่มไว้เป็นประจำ ณ สำนักงานหรือสถานประกอบการนั้น เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ตรวจดูได้ว่ามีจำนวนคนงานครบถ้วนตามที่ระบุไว้หรือไม่ เป็นการสนับสนุนให้คนไทยได้มีงานทำในสถานประกอบการต่าง ๆ แต่ก็ยังคงมีอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทยทำโดยเฉพาะเพียงแค่ ๑๗ อาชีพเท่านั้น ผู้บริหารประเทศในขณะนั้นเห็นว่าอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทยทำนั้นยังไม่เพียงพอเพราะปรากฏว่ายังมีคนต่างด้าวทำงานต่าง ๆ ที่ไม่ใช่อาชีพที่สงวนไว้เป็นจำนวนมาก และประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวอย่างแท้จริง จึงมีความคิดที่จะตรากฎหมายควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวขึ้น โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินทางไปต่างประเทศและได้เห็นกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ จึงได้มีคำสั่งให้ดำเนินการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่ก็มีปัญหาทางการเมืองหลายประการที่ทำให้ร่างกฎหมายนั้นยังไม่สมบูรณ์ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติในขณะนั้น ได้ประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นเป็นครั้งแรก คือประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๒ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อสงวนอาชีพให้คนไทยทำ ป้องกันคนต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย จึงได้สงวนอาชีพไว้ให้คนไทย ๓๙ อาชีพ ทำให้คนไทยไม่ต้องถูกแย่งอาชีพโดยคนต่างด้าว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้กีดกันการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยก่อนที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้โอกาสคนต่างด้าวดังกล่าวมายื่นขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวัน หลังจากเก้าสิบวันแล้ว คนต่างด้าวจะทำงานได้เฉพาะอาชีพที่ไม่ได้กำหนดห้ามไว้เท่านั้น และกำหนดให้คนต่างด้าวที่จะทำงานไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ ต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนเพื่อพิจารณาอนุญาตตามความเหมาะสม แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ต้องถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ เนื่องจากยังครอบคลุมไปไม่ถึงคนต่างด้าวบางประเภท เช่น คนต่างด้าวที่เข้าเมืองมาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเมื่อคนต่างด้าวเหล่านี้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรแล้วถ้าไม่ประกอบอาชีพเลยก็จะเป็นภาระหนักของรัฐบาลที่จะต้องให้การเลี้ยงดู จึงเห็นสมควรที่จะเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวเหล่านี้ทำงานได้ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ประกอบกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๒๒  ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ มีข้อจำกัดบางประการที่ไม่สอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ จึงได้ตราพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ ขึ้นใช้บังคับ

พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ ยังคงมีเจตนารมณ์ที่จะสงวนอาชีพไว้ให้คนไทยเช่นเดิม จึงกำหนดกฎกระทรวงสงวนอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ๓๙ อาชีพไว้ตามเดิม แต่พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้กำหนดบทบัญญัติที่ควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวบางประเภทเพิ่มขึ้น เช่น คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คนต่างด้าวที่ถูกเนรเทศ ฯลฯ ไว้ด้วย และให้โอกาสแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาลงทุนหรือเข้ามาดูแลกิจการของคนต่างด้าวในระดับบริหารสามารถที่จะทำงานได้ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ เรื่องการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องคำนึงถึงการที่คนไทยต้องมีงานทำด้วย จึงได้กำหนดว่าคนต่างด้าวจะทำงานได้ต่อเมื่อได้ผ่านการพิจารณา และได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าวแล้วเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าวจะพิจารณาอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานก็ต่อเมื่อเห็นว่างานนั้นมิได้เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำและเป็นงานที่คนไทยยังไม่มีความรู้ความสามารถดีพอที่จะทำได้เท่ากับคนต่างด้าวนั้น ถ้างานใดยังมีคนไทยซึ่งสามารถจะทำงานได้ก็จะไม่พิจารณาอนุญาตให้คนต่างด้าวทำเด็ดขาด และยังได้มีการให้อำนาจที่จะกำหนดเงื่อนไขให้คนต่างด้าวซึ่งจะทำงานในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติไว้ด้วย เช่น คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจะต้องฝึกสอนคนไทยเพื่อให้คนไทยมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะทำงานแทนคนต่างด้าวนั้นต่อไปได้ด้วย

ต่อมา เมื่อสภาพเศรษฐกิจและค่าของเงินตราได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้อัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไม่เหมาะสม จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔ ขึ้นเพื่อปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป บทบัญญัติเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติมไปแล้วก็เริ่มที่จะไม่สอดคล้องกับลักษณะการเคลื่อนย้ายแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นประกอบกับการที่แรงงานต่างด้าวเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการทำงานของคนต่างด้าวให้เหมาะสม รัดกุม ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้แรงงาน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศด้วย จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นมาใช้บังคับใหม่ คือพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑

ในพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เคยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ มาก่อนเพิ่มขึ้น เช่น บทบัญญัติที่เกี่ยวกับกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร บทบัญญัติเกี่ยวกับการอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งมีภูมิลำเนาหรือเป็นคนสัญชาติของประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศไทยทำงานได้ เป็นต้น ตลอดจนได้แก้ไขบทกำหนดโทษ และอัตราค่าธรรมเนียมในพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันมากขึ้น[๑]

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้พิจารณาเห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แรงงานบางประเภทขาดแคลนจึงต้องนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศเพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดการประกอบธุรกิจในการจัดหาคนต่างด้าวเพื่อมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าว คือ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดหาคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ และมีปัญหาด้านแรงงานต่างด้าวที่อาจนำไปสู่การกระทำอันเป็นการค้ามนุษย์ ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการนำคนต่างด้าวเพื่อมาทำงานในประเทศอย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้มีการลักลอบนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีที่มาจากการหลอกลวงคนต่างด้าวทำให้คนต่างด้าวไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ ไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคนต่างด้าว รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรมตามแนวทางกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่ เป็นสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของนานาประเทศ จึงได้ตราพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาใช้บังคับแทน

แต่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ และพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีบทบัญญัติที่ไม่ครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวทั้งระบบ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านแรงงาน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการจัดระเบียบการป้องกัน การคุ้มครอง การเยียวยาและการใช้บังคับกฎหมาย รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวได้ทั้งระบบอันจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้ตราพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ ขึ้นมาใช้บังคับแทน[๒]

  • พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐

กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวในปัจจุบันนี้ คือ พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ได้นำเอากฎหมายว่าด้วย การทำงานของคนต่างด้าวและกฎหมายว่าด้วยการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย คือ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ.๒๕๕๙ มาปรับปรุงใหม่เพื่อให้การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ โดยยกเลิก[๓] กฎหมายทั้งสองฉบับนี้และกำหนดหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ขึ้นมาใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๐ แต่เนื่องจากบทบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดอัตราโทษไว้สูง เช่น นายจ้างซึ่งรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานกับตนหรือให้คนต่างด้าวทำงานที่มีประกาศห้ามคนต่างด้าวทำ[๔]จะต้องได้รับโทษปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงแปดแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน[๕]หรือคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วทำงานแตกต่างจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงานไม่ว่าจะเป็นประเภทงาน นายจ้าง ท้องที่ หรือเงื่อนไขในการทำงาน[๖] คนต่างด้าวนั้นจะต้องรับโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท[๗] จึงเกิดการตื่นตระหนกและมีการเรียกร้องให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไปก่อน

ในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้มีประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓๓/๒๕๖๐ เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เนื่องจากเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้แม้จะแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวได้ทั้งระบบ อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงานเศรษฐกิจและสังคมของประเทศก็ตาม แต่ประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างทั่วถึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อนายจ้างภาคครัวเรือน ภาคผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมได้ จึงควรที่จะมีเวลาในการเตรียมการทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อน จึงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน จึงกำหนดให้เลื่อนการใช้บังคับกฎหมายฉบับนี้ไปก่อน เฉพาะมาตรา  ๑๐๑, ๑๐๒, ๑๑๙ และ ๑๒๒ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป[๘]

  • บุคคลที่เกี่ยวข้อง

ในพระราชกำหนดฉบับนี้มีบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับทั้งนายจ้างซึ่งนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศและนายจ้างซึ่งรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน ลูกจ้างผู้เป็นคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานในประเทศ และผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศรวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในข่ายบังคับของกฎหมายฉบับนี้ด้วย ดังนี้

 

๒.๑.๑   บุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายฉบับนี้

ในพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ยกเว้นที่จะไม่ใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวเฉพาะในฐานะดังต่อไปนี้[๙]

  • บุคคลในคณะผู้แทนทางทูต
  • บุคคลในคณะผู้แทนทางกงสุล
  • ผู้แทนของประเทศสมาชิกและพนักงานขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษ
  • คนรับใช้ส่วนตัวซึ่งเดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาทำงานประจำกับบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓)
  • บุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจตามความตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
  • บุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจเพื่อประโยชน์ในทางการศึกษา วัฒนธรรม ศิลปะ การกีฬา หรือกิจการอื่น ตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงแต่ในขณะนี้ยังมิได้มีการกำหนดกฎกระทรวงนี้ จึงต้องนำเอาพระราชกฤษฎีกากำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจบางประการในราชอาณาจักร ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาใช้ไปก่อนตามที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา ๑๔๕ แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวกำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจในราชอาณาจักรในลักษณะดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายฉบับนี้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจที่ผู้นั้นได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร คือ

(๖.๑)  เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลในการพัฒนาการศึกษาของชาติ รวมทั้งการฝึกอบรบครูและอาจารย์ และการสอนนักศึกษาหรือนิสิตในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ

(๖.๒)  เพื่อให้ความช่วยเหลือในการฝึกสอนการกีฬาให้แก่นักกีฬาตามข้อตกลงกับองค์การส่งเสริมการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือเพื่อเข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาในราชอาณาจักรเป็นเวลาไม่เกินสามสิบวัน

(๖.๓)  เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหรือศิลปะ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี[๑๐]

(๖.๔)  เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการประชุม การจัดสัมมนาหรือการจัดนิทรรศการหรือเพื่อแสดงความเห็นหรือสาธิตในการประชุมสัมมนา หรือนิทรรศการ ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ร่วมจัดหรือได้รับทราบ และมีกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน

(๖.๕)  เพื่อทำงานระหว่างการท่องเที่ยวภายใต้กรอบของบันทึกความเข้าใจหรือบันทึกความตกลงที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ[๑๑]

  • บุคคลซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจอย่างหนึ่งอย่างใดโดยจะกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

จะเห็นได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดยกเว้นบุคคลต่างด้าวทั้ง ๗ ประเภทนี้ไว้ว่า ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดฉบับนี้ นั่นคือทำงานได้โดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาตทำงาน เช่นเดียวกับคนต่างด้าวอื่น ๆ  แต่ในมาตรา ๔ นี้เองก็ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “…ไม่ใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว..” ดังนั้นคนต่างด้าวที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตทำงานก็เฉพาะแต่การทำงานซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น มิได้รวมถึงการไปทำงานอื่นที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลนั้น

คำว่า บุคคลในคณะ ผู้แทนทางทูตหรือทางกงสุลนั้นย่อมหมายความรวมถึงครอบครัวของบุคคลดังกล่าวด้วย มิได้จำกัดแต่เฉพาะตัวบุคคลที่เป็นผู้แทนทางทูต หรือทางกงสุล แต่สำหรับผู้แทนของประเทศสมาชิกและพนักงานขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนาญพิเศษนั้น กฎหมายได้จำกัดไว้เฉพาะตัวผู้แทนเท่านั้น มิได้รวมบุคคลในคณะด้วย

สำหรับบุคคลที่เข้ามาเพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจต่าง ๆ นั้น ก็ต้องเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับรัฐติดต่อทำความตกลงกันจึงจะได้รับการยกเว้น มิใช่ทำสัญญาหรือความตกลงกันระหว่างเอกชนกับเอกชน[๑๒]

๒.๑.๒ บุคคลที่อยู่ในข่ายบังคับ

นอกจากบุคคลดังกล่าวมาแล้ว ลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าว นายจ้างซึ่งนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ หรือนายจ้างซึ่งรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับตนและผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศจะต้องปฏิบัติตามที่พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดไว้ทุกประการ

๒.๑.๒.๑  ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ

หมายถึง ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย โดยผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจะต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด[๑๓] ที่ประสงค์จะดำเนินการใด ๆ  เพื่อนำคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือตามนโยบายของรัฐบาลว่าด้วยการจ้างแรงงานมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ โดยจะมีค่าบริการหรือค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม โดยที่การทำงานนั้นหมายถึงการใช้กำลังกายหรือความรู้เพื่อประกอบอาชีพหรือประกอบการงานด้วยประสงค์ค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดหรือไม่ก็ตาม[๑๔]

๒.๑.๒.๒  นายจ้าง

ในมาตรา ๕ ของพระราชกำหนดฉบับนี้ได้กำหนดความหมายของนายจ้างไว้ว่า “นายจ้าง หมายความว่า นายจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและให้หมายความรวมถึงบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่ประสงค์ที่จะนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศกับตนด้วย” ดังนั้นนายจ้างจึง หมายความถึง ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนด้วย และในกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้หมายความร่วมถึงบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่ประสงค์จะนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศกับตนด้วย[๑๕]

ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นนายจ้างจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ได้รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนนิติบุคคลหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ที่ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลด้วย แต่บุคคลนั้นจะต้อง

  • ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงาน จะตกลงโดยตรง โดยปริยาย โดยการทำหนังสือ หรือไม่เป็นหนังสือ หรือรับโอนมาก็ได้
  • ต้องเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้ ซึ่งมิได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างให้ด้วยตนเองทุกเดือน เป็นแต่เพียงว่าตกลงจะจ่ายสินจ้างให้แก่ผู้นั้นเอง คือให้รับค่าจ้างจากนายจ้าง แต่อาจจะให้หัวหน้างานหรือสมุห์บัญชีพนักงานการเงิน ฯลฯ เป็นผู้จ่ายให้แทนนายจ้างก็ได้
  • ต้องควบคุมดูแลสั่งการ มีอำนาจบังคับบัญชามอบหมายให้ทำงานได้[๑๖]

และประสงค์จะนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทยกับตน ทั้งนำเข้ามาเองหรือรับคนต่างด้าวมาทำงาน

ในพระราชกำหนดฉบับนี้ได้บัญญัติถึงนายจ้าง ซึ่งนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ และนายจ้างซึ่งรับคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไว้ดังนี้

  • นายจ้างซึ่งนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ หมายถึงนายจ้างซึ่งจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคลหรือผู้กระทำการแทน ดังกล่าวมาแล้วก็ได้ ซึ่งนำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนเองในประเทศ โดยไม่ผ่านการนำเข้ามาของผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ แต่นายจ้างเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดฉบับนี้ด้วย
  • นายจ้างซึ่งรับคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ หมายถึงนายจ้างตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวมาแล้วซึ่งตกลงรับลูกจ้าง ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับตนโดยผ่านการนำเข้าของผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย

๒.๑.๒.๓  คนต่างด้าวซึ่งมาทำงานในประเทศไทย

คนต่างด้าว หมายถึงบุคคลธรรมดา ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย[๑๗] ที่ได้เดินทางเข้ามาทำงานไม่ว่าจะโดยการใช้กำลังกายหรือความรู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือประกอบการงานด้วยประสงค์จะได้รับค่าจ้าง หรือประโยชน์อื่นใด หรือแม้แต่ไม่ประสงค์จะรับค่าจ้าง หรือประโยชน์อื่นใดก็ถือว่าเป็นการทำงาน[๑๘] ตามพระราชกำหนดฉบับนี้แล้วเว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะได้มีการประกาศว่างานนี้ไม่ถือว่าเป็นการทำงานตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งคนต่างด้าวที่ประสงค์จะมาทำงานในประเทศไทยจะต้องขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตการทำงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ก่อนจึงจะทำงานได้ มิฉะนั้นจะมีความผิดและต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้

๒.๑.๒.๔  พนักงานเจ้าหน้าที่

นอกจากบุคคลดังกล่าวมาแล้วในกฎหมายฉบับนี้ยังได้กล่าวถึงพนักงานเจ้าหน้าที่[๑๙]
ซึ่งหมายถึงผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามกฎหมายฉบับนี้และนายทะเบียน ซึ่งมีความหมายว่า อธิบดีกรมการจัดหางานและพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน[๒๐] แต่งตั้งตามข้อเสนอแนะของอธิบดีเพื่อออกใบอนุญาตทำงานและปฏิบัติการอื่นตามพระราชกำหนดฉบับนี้[๒๑]

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดอำนาจของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่[๒๒] ไว้ดังนี้

  • มีหนังสือเรียกหรือสั่งให้บุคคลใดที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดเพื่อประกอบการพิจารณา ถ้าฝ่าฝืนไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวต้องโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[๒๓]
  • เข้าไปในสถานที่ประกอบการธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ หรือในสถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวจากผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจสอบให้การเป็นไปตามกฎหมายนี้
  • ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศหรือมีคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือค้นเพื่อหาและช่วยเหลือคนต่างด้าว ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งการค้นนี้ต้องมีหมายค้น เว้นแต่มีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้าไปรอเอาหมายค้น มาจะล่าช้าจนคนต่างด้าวนั้นอาจถูกประทุษร้ายโยกย้าย หรือซ่อนเร้น หรือพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอาจถูกโยกย้ายซ่อนเร้น ทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม หรือพยานหลักฐานนั้นอาจถูกทำลายไปเสียก่อนก็ให้ดำเนินการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แต่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการค้น[๒๔]

ในการเข้าไปในสถานประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศหรือในสถานประกอบการ ซึ่งรับคนต่างด้าวจากผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศระหว่างเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบหรือค้นดังกล่าวมาแล้ว ถ้าบุคคลใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ก็จะได้รับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[๒๕] และผู้เกี่ยวข้องจะต้องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนี้ด้วย มิฉะนั้นจะต้องโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท[๒๖]

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาและ[๒๗] จะต้องมีบัตรประจำตัวตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนดติดตัวด้วย[๒๘]

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบคนต่างด้าวคนใดทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตทำงานหรือทำงานแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน และพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้คนต่างด้าวไปรายงานตัวยังสถานีตำรวจพร้อมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่คนต่างด้าวนั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือจะหลบหนีพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับคนต่างด้าวผู้นั้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและให้นำตัวผู้ที่ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนโดยทันที[๒๙] และเพื่อประโยชน์ในการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา[๓๐]

  • การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวในพระราชกำหนดฉบับนี้ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประธานสภาหอการค้าไทยและประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้แทนองค์กรลูกจ้าง ซึ่งอธิบดีกรมการจัดหางานเสนอชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสองคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านแรงงาน ด้านอุตสาหกรรม ด้านกฎหมาย และด้านสิทธิมนุษยชน ด้านละหนึ่งคน เป็นกรรมการ[๓๑] โดยอธิบดีกรมการจัดหางาน[๓๒] เป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวกรมการจัดหางานเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ[๓๓]

สำหรับกรรมการผู้แทนองค์กรลูกจ้างและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระ ติดต่อกัน[๓๔] และจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้[๓๕]

  • มีสัญชาติไทย
  • ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
  • ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  • ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
  • ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
  • ไม่เคยเป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวดังต่อไปนี้[๓๖]

  • กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยมีการกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำงานของคนต่างด้าว รวมทั้งกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยต้องดำเนินการและกำกับการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว
  • พิจารณาและเสนอให้มีการทบทวนปรับปรุงและพัฒนาหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาการทำงานของคนต่างด้าวให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์
  • รายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อคณะรัฐมนตรีและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
  • ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

๒.๒.๑ การนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทย

การนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้กระทำได้โดยผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานโดยการประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศและการที่นายจ้างสามารถที่จะนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศได้เอง

๒.๒.๑.๑  การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย

การประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจะต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางานก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้หากประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศโดยมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน[๓๗]จะต้องได้รับโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปีหรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[๓๘]

ผู้ขออนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจะต้องเป็นบริษัทจำกัด หรือ บริษัทมหาชนจำกัด และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้[๓๙]

  • มีทุนจดทะเบียนและชำระแล้วตามที่อธิบดีกรมการจัดหางานจะประกาศกำหนดแต่จะต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท
  • มีทุนเป็นของผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนทุนทั้งหมด และจะต้องมีจำนวนผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด เว้นแต่ในกรณีที่มีสนธิสัญญาซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี หรือความผูกพันตามพันธกรณีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศก็ให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเงื่อนไขของสนธิสัญญาหรือความผูกพันตามพันธกรณีนั้น ๆ
  • มีสำนักงานอยู่ในที่ตั้งที่เป็นสัดส่วนเปิดเผยมีหลักแหล่งที่แน่นอน และไม่เป็นสถานที่ต้องห้ามตามที่อธิบดีกรมการจัดหางานได้ประกาศกำหนด
  • ไม่เป็นผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงาน ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน หรือไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานตามพระราชกำหนดนี้
  • ไม่เป็นผู้รับอนุญาต ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
  • ไม่เป็นผู้รับใบอนุญาตจัดหางาน ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจัดหางาน หรือไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดหางานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานทางทะเล
  • มีผู้จัดการซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
  • ไม่เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้จัดการของนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงาน หรือในขณะที่นิติบุคคลนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานตามพระราชกำหนดนี้
  • ไม่เป็นกรรมการหุ้นส่วน หรือผู้จัดการของนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตหรือในขณะที่นิติบุคคลนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
  • ไม่เป็นกรรมการหุ้นส่วนหรือผู้จัดการของนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดหางาน หรือในขณะที่นิติบุคคลนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดหางานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานทางทะเล
  • ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  • ไม่เป็นผู้มีหรือเคยมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
  • ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกในความผิดที่กฎหมายบัญญัติให้ถือเอาการกระทำโดยทุจริตเป็นองค์ประกอบ หรือในความผิดตามพระราชกำหนดนี้ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานทางทะเล หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

ทั้งนี้ ผู้ขออนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจะต้องวางหลักประกันไว้กับอธิบดีกรมการจัดหางานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่จะต้องไม่น้อยกว่าห้าล้านบาท เพื่อเป็นประกันในความเสียหายที่อาจเกิดจากการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ถ้าหลักประกันที่วางไว้ลดลงจากจำนวนที่ได้วางไว้เนื่องจากได้ใช้จ่ายไปตามที่พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดไว้ เช่น ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่คืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากนายจ้างไปแล้ว แต่ไม่สามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างได้ และอธิบดีกรมการจัดหางานได้หักเงินจากหลักประกันคืนนายจ้างแล้ว อธิบดีกรมการจัดหางานจะต้องให้ผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศวางหลักประกันเพิ่มจนครบจำนวนเงินที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง[๔๐] หลักประกันที่ได้วางไว้นี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตลอดระยะเวลาที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานยังมิได้เลิกประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ หรือผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานเลิกประกอบธุรกิจดังกล่าวแล้วแต่ยังมีความรับผิดชอบที่ต้องชดใช้เงินตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการที่อธิบดีกรมการจัดหางานดำเนินการจัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางแทนผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงาน แต่ถ้าไม่มีความรับผิดที่ต้องชดใช้แล้ว ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานสามารถยื่นคำขอรับหลักประกันคืนต่ออธิบดีกรมการจัดหางานได้ ซึ่งอธิบดีกรมการจัดหางานจะต้องตรวจสอบดูก่อนว่าผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่มีความผิดที่จะต้องรับผิดชดใช้เงินให้ตามที่กำหนดไว้แล้ว ก็จะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานมารับหลักประกันคืนภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งถ้าไม่มารับหลักประกันคืนภายในกำหนดเวลา ให้หลักประกันนี้ตกเป็นของแผ่นดิน[๔๑]

ในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้าง มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดฉบับนี้ดังต่อไปนี้

  • ต้องทำสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศโดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดตามที่อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศ[๔๒] ถ้าไม่ได้ทำสัญญาดังกล่าวมีโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท[๔๓]

(๑.๑) ในกรณีผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่สามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานตามสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศได้ ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานจะต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากนายจ้างไปแล้วทั้งหมด ให้นายจ้างภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่นายจ้างขอรับค่าบริการและค่าใช้จ่ายดังกล่าวคืน[๔๔] ถ้าผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่คืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้แก่นายจ้าง ให้อธิบดีกรมการจัดหางานหักเงินจำนวนดังกล่าวจากหลักประกันที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานได้วางไว้ (จำนวนห้าล้านบาท) คืนให้แก่นายจ้างแทน แล้วแจ้งให้ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานทราบโดยไม่ชักช้า[๔๕]

(๑.๒) ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานได้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตามสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศแล้วแต่ปรากฏว่า

  • นายจ้างไม่รับคนต่างด้าวนั้นเข้าทำงาน หรือ
  • คนต่างด้าวไม่ยินยอมทำงานกับนายจ้างนั้นหรือ
  • คนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างในประเทศตามสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศแล้วแต่
  • นายจ้างเลิกจ้างคนต่างด้าวนั้น โดยมีเหตุผลอันสมควรหรือ
  • คนต่างด้าวได้ลาออกจากงานก่อนครบกำหนดอายุสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศอันมิใช่เนื่องจากนายจ้างผิดสัญญาจ้างหรือฝ่าฝืนกฎหมาย

ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานจะต้องจัดส่งคนต่างด้าวนั้นกลับไปยังประเทศต้นทางภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่คนต่างด้าวไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง หรือนายจ้างเลิกจ้าง หรือคนต่างด้าวได้ลาออกจากงาน[๔๖] ถ้าผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่จัดส่งคนต่างด้าวผู้นั้นกลับไปยังประเทศต้นทางภายในเจ็ดวัน จะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๔๗] และเมื่อได้จัดส่งคนต่างด้าวกลับออกไปยังประเทศต้นทางแล้ว ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานต้องแจ้งให้อธิบดีทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คนต่างด้าวนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๔๘]

(๑.๓) กรณีที่นายจ้างไม่รับคนต่างด้าว ซึ่งผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานจัดให้ตามสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานโดยมิใช่เหตุอันเนื่องจากคนต่างด้าวหรือนายจ้างเลิกจ้างคนต่างด้าว โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือคนต่างด้าวลาออกจากงานอันเนื่องจากนายจ้างผิดสัญญาจ้าง หรือฝ่าฝืนกฎหมายและคนต่างด้าวนั้นประสงค์จะทำงานกับนายจ้างรายอื่น ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานอาจจัดให้คนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างรายอื่นได้ภายในสิบห้าวัน นับจากวันที่นายจ้างไม่รับเข้าทำงาน หรือวันที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้างด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว แต่คนต่างด้าวผู้นี้จะทำงานกับนายจ้างรายอื่นได้ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ[๔๙] และห้ามผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานเรียกหรือรับเงิน หรือทรัพย์สินอื่นใดในการจัดให้คนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างรายอื่นจากคนต่างด้าว โดยกำหนดให้นายจ้างรายอื่นเป็นผู้รับผิดชอบค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามรายการ และอัตราที่อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศกำหนด และผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานต้องออกใบรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายให้แก่นายจ้างรายอื่นด้วยเมื่อได้รับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว[๕๐] แต่ถ้าคนต่างด้าวไม่ประสงค์จะทำงานกับนายจ้างรายอื่น ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานมีหน้าที่จัดส่งคนต่างด้าวนั้นกลับไปยังประเทศต้นทางภายในเจ็ดวัน และแจ้งให้อธิบดีกรมการจัดหางานทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่คนต่างด้าวนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร มิฉะนั้นจะได้รับโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๕๑]

(๑.๔) ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานต้องจัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางที่ได้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ เมื่อปรากฏว่าคนต่างด้าวได้ทำงานกับนายจ้างจนครบกำหนดตามสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ หรือไม่ได้มาทำงานกับนายจ้างแล้ว โดยนายจ้างต้องแจ้งให้ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ครบกำหนดตามสัญญาหรือวันที่คนต่างด้าวไม่ได้ทำงานกับนายจ้างแล้ว[๕๒]

(๑.๕) ในกรณีที่คนต่างด้าวได้ทำงานกับนายจ้างจนครบกำหนดตามสัญญาแล้วแต่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานเลิกประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศแล้ว นายจ้างจะต้องแจ้งให้อธิบดีกรมการจัดหางานทราบเพื่อให้อธิบดีกรมการจัดหางานดำเนินการจัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยหักค่าใช้จ่ายจากหลักประกันของผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานที่วางไว้

  • ห้ามผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานเรียกหรือรับเงิน หรือทรัพย์สินอื่นใดจากนายจ้าง หรือคนต่างด้าว[๕๓] เว้นแต่ค่าบริการและค่าใช้จ่ายตามรายการและอัตราที่อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศกำหนด ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับห้าเท่าของเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่เรียก หรือรับไว้จากนายจ้างหรือคนต่างด้าว หรือห้าเท่าของค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายที่เรียกเกินกว่าอัตราที่อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศกำหนด[๕๔]
  • ต้องออกใบรับค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายให้แก่นายจ้างเมื่อผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานได้รับค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายจากนายจ้าง[๕๕] ถ้าไม่ออกใบรับให้มีโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท[๕๖]
  • ต้องส่งรายงานเกี่ยวกับการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศต่ออธิบดีกรมการจัดหางานภายในวันที่สิบของเดือนถัดไป ตามแบบที่อธิบดีกรมการจัดหางานกำหนด[๕๗] มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท[๕๘]
  • ต้องใช้ชื่อคำแสดงชื่อหรือคำอื่นใดในการประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศว่า “บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ” และจะใช้ถ้อยคำ หรืออักษรต่างประเทศอื่น ๆ ที่มีความหมาย เช่นเดียวกันประกอบด้วยก็ได้[๕๙] ถ้าไม่ใช้ชื่อตามที่กำหนดไว้นี้จะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท[๖๐]

๒.๒.๑.๒  การที่นายจ้างนำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนในประเทศ

นอกจากนายจ้างจะรับคนต่างด้าวมาทำงานโดยผ่านการนำเข้าคนต่างด้าวจากผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศแล้ว นายจ้างยังอาจนำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนได้ด้วยตนเอง โดยนายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางานก่อน[๖๑] มิฉะนั้นต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท ต่อการนำคนต่างด้าวมาทำงานหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ[๖๒] และนายจ้างจะต้องวางหลักประกันไว้กับอธิบดีกรมการจัดหางานเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการที่นายจ้างได้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศด้วย ถ้าหลักประกันดังกล่าวลดลงเพราะได้ใช้จ่ายไปในการที่อธิบดีกรมการจัดหางานต้องจัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง เพราะนายจ้างมิได้จัดส่งคนต่างด้าวซึ่งไม่ได้ทำงานกับตนแล้วกลับไปยังประเทศต้นทาง อธิบดีกรมการจัดหางานจะสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้างวางหลักประกันเพิ่มจนครบจำนวนเงินที่กำหนดให้วางไว้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ถ้านายจ้างได้รับคำสั่งแล้วไม่วางหลักประกันเพิ่มให้ครบจำนวนเงินที่สั่ง นายจ้างผู้นั้นจะต้องชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละสองต่อเดือนจนกว่าจะวางหลักประกันเพิ่มจนครบถ้วน[๖๓]

นายจ้างสามารถขอรับหลักประกันที่วางไว้คืนได้ แต่จะต้องปรากฏว่านายจ้างไม่มีความรับผิดที่ต้องชดใช้ตามกฎหมายฉบับนี้แล้วโดยอธิบดีกรมการจัดหางานจะต้องตรวจสอบก่อนแล้วจึงมีหนังสือแจ้งให้นายจ้างมารับหลักประกันคืนภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากอธิบดีกรมการจัดหางาน ถ้าไม่มารับหลักประกันคืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หลักประกันนี้จะตกเป็นของแผ่นดิน[๖๔]

ในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนในประเทศ นายจ้างจะเรียกหรือรับเงิน หรือทรัพย์สินใดๆ จากคนต่างด้าวไม่ได้ ถ้าไปเรียกหรือรับเงินหรือทรัพย์สินจากคนต่างด้าวเพื่อการนี้[๖๕] นายจ้างผู้นั้นมีความผิด ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อการเรียกหรือรับเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ  จากคนต่างด้าวหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ[๖๖]

นอกจากนี้นายจ้างซึ่งได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนในประเทศ ยังมีหน้าที่จะต้องจัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางภายในเจ็ดวัน ในกรณีดังต่อไปนี้

  • เมื่อนายจ้างได้เลิกจ้างคนต่างด้าวโดยมีเหตุผลอันสมควร หมายความว่าเลิกจ้างเพราะคนต่างด้าวกระทำประการหนึ่งประการใดอันเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถที่จะบอกเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
  • คนต่างด้าวลาออกจากงานอันมิใช่เนื่องจากนายจ้างผิดสัญญาจ้างหรือฝ่าฝืนกฎหมาย
  • เมื่อคนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างครบกำหนดตามสัญญาจ้างกับนายจ้าง[๖๗]

 

ถ้ามิได้ดำเนินการจัดส่งกลับตามที่กล่าวมาแล้ว จะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๖๘]

และเมื่อได้จัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางแล้วนั้น ยังต้องแจ้งให้อธิบดีกรมการจัดหางานทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ส่งคนต่างด้าวนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร[๖๙] มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๗๐]

แต่ถ้าเป็นกรณีที่

  • นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
  • คนต่างด้าวออกจากงานอันเนื่องจากนายจ้างผิดสัญญาจ้างหรือฝ่าฝืนกฎหมาย

ในสามกรณีดังกล่าวนี้ นายจ้างต้องแจ้งต่ออธิบดีกรมการจัดหางานและถ้าคนต่างด้าวประสงค์จะทำงานกับนายจ้างรายอื่น นายจ้างรายใหม่ก็ต้องวางหลักประกันเพื่อประกันความเสียหายเช่นเดียวกับนายจ้างรายเดิมต่ออธิบดีกรมการจัดหางานและต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางานก่อน คนต่างด้าวนั้นจึงจะทำงานได้ แต่ต้องทำงานกับนายจ้างรายใหม่นี้ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่เลิกทำงานกับนายจ้างรายเดิม ถ้าไม่ทำงานภายในกำหนดสิบห้าวันนี้ นายจ้างรายเดิมจะต้องส่งคนต่างด้าวนั้นกลับไปยังประเทศต้นทางภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว และต้องแจ้งต่ออธิบดีภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่คนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร[๗๑] มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๗๒]

๒.๒.๒ การทำงานของคนต่างด้าว

การทำงานของคนต่างด้าว หมายถึง การที่บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย[๗๓]ได้ใช้กำลังกายหรือความรู้เพื่อประกอบอาชีพหรือประกอบการทำงานโดยประสงค์ที่จะรับค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดหรือไม่ก็ตาม[๗๔] แต่งานที่คนต่างด้าวจะทำได้นั้นจะต้องปรากฏว่าไม่ใช่งานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศห้ามคนต่างด้าวทำ ในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือมีเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ได้โดยการประกาศห้ามนี้รัฐมนตรีจะต้องคำนึงถึงความมั่นคงของชาติ โอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทยและความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศด้วย[๗๕] เช่น งานทำกระดาษสาด้วยมือ งานทำเครื่องเขิน งานทำเครื่องดนตรีไทย เป็นต้น

๒.๒.๒.๑  คนต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานต้องไปขออนุญาตทำงานและได้รับใบอนุญาตทำงานจากนายทะเบียนเสียก่อนจึงจะทำงานที่ไม่ได้ประกาศห้ามคนต่างด้าวทำงานได้ ถ้าคนต่างด้าวทำงานที่ประกาศห้ามคนต่างด้าวทำหรือทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน[๗๖] จะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าคนต่างด้าวนั้นได้เดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในเวลาที่พนักงานสอบสวนกำหนด แต่ต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวัน พนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับก็ได้ และเมื่อได้ดำเนินการให้คนต่างด้าวนั้นเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา[๗๗]

๒.๒.๒.๒  แต่ถ้าเป็นคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเพื่อทำงานอันจำเป็นเร่งด่วนตามที่อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศกำหนด[๗๘] เช่น เข้าร่วมประชุมหรือสัมมนา เข้าชมงานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้า เข้าเยี่ยมชมธุรกิจหรือพบปะเจรจาธุรกิจเป็นต้น โดยที่ระยะเวลาทำงานจะต้องเสร็จสิ้นภายในสิบห้าวัน จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตทำงานและไม่ต้องมีใบอนุญาตทำงานแต่จะต้องมีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อน[๗๙] มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนบาท[๘๐]

๒.๒.๒.๓  คนต่างด้าวซึ่งประสงค์จะขอใบอนุญาตทำงานจะต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางผ่านและไม่มีลักษณะที่ต้องห้าม[๘๑]ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เช่น ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ โรคเรื้อน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้าง[๘๒] ฯลฯ

๒.๒.๒.๔  สำหรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น หน่วยงานที่รับผิดชอบในการเข้ามาทำงานของคนต่างด้าวเหล่านี้จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนโดยไม่ชักช้าตามที่อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศกำหนด ซึ่งนายทะเบียนจะต้องออกใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวผู้ที่เข้ามาทำงานตามกฎหมายเหล่านี้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งและในระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตนี้ให้คนต่างด้าวทำงานไปพลางก่อนได้ ในกรณีที่มีการขยายระยะเวลาทำงานตามกฎหมายดังกล่าวนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบตามกฎหมายจะต้องมีหนังสือแจ้งการขยายระยะเวลาทำงานนั้นต่อนายทะเบียนโดยเร็ว เพื่อนายทะเบียนจะได้จดแจ้งการขยายระยะเวลานั้นลงในใบอนุญาตทำงาน[๘๓]

๒.๒.๒.๕  คนต่างด้าวซึ่งไม่อาจขอใบอนุญาตทำงานได้เพราะเหตุดังต่อไปนี้อาจขออนุญาตต่อนายทะเบียนหรือทำงานตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนดได้โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและผลกระทบต่อสังคมโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ

(๑)  ถูกเนรเทศตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศและได้รับการผ่อนผันให้ไปประกอบอาชีพ ณ ที่แห่งใดแทนการเนรเทศหรืออยู่ในระหว่างรอการเนรเทศ

(๒)  เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

(๓)  ถูกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือตามกฎหมายอื่น

(๔)  เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕

(๕)  เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ[๘๔]

๒.๒.๒.๖  คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนสัญชาติของประเทศที่ชายแดนติดกับประเทศไทย เช่น ลาว กัมพูชา พม่า ถ้าได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีบัตรผ่านแดนหรือเอกสารราชการที่ประเทศต้นทางออกให้คนต่างด้าวที่สามารถใช้ในการเข้ามาในราชอาณาจักร อาจได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้ทำงานได้เป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหรือตามฤดูกาลในท้องที่ที่กำหนดได้[๘๕]

๒.๒.๒.๗  ผู้ที่ประสงค์จะจ้างคนต่างด้าวซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรเข้ามาทำงานในกิจการของตนในราชอาณาจักร สามารถที่จะยื่นคำขออนุญาตทำงานและชำระค่าธรรมเนียมต่อนายทะเบียนแทนคนต่างด้าวได้[๘๖]

๒.๒.๒.๘  ผู้รับอนุญาตให้ทำงานจะต้องทำงานให้ตรงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงานไม่ว่าจะเป็นประเภทงาน นายจ้าง ท้องที่หรือเงื่อนไขในการทำงานจะต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้ว[๘๗] ถ้าทำงานแตกต่างจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงานจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท[๘๘]

๒.๒.๒.๙    ถ้าผู้รับอนุญาตให้ทำงานผู้ใดประสงค์จะเปลี่ยนหรือเพิ่มรายการในใบอนุญาตทำงานในเรื่อง

  • ประเภทงานที่ทำ
  • นายจ้างที่จ้างทำงาน
  • ท้องที่ในการทำงาน
  • เงื่อนไขในการทำงานที่อาจจะเป็นตำแหน่งหน้าที่ในการทำงาน ฯลฯ

ผู้รับอนุญาตให้ทำงานจะต้องขออนุญาตต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน[๘๙]

๒.๒.๒.๑๐  นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดห้ามผู้ใดรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน เข้าทำงานกับตน[๙๐] มิฉะนั้นจะมีโทษปรับตั้งแต่สี่แสนบาท ถึงแปดแสนบาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน[๙๑] หรือให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน[๙๒] ก็มีโทษกำหนดไว้เช่นเดียวกันคือ ปรับไม่เกินสี่แสนบาท ต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน[๙๓]

๒.๒.๒.๑๑  นายจ้างซึ่งรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงานจะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ผู้รับอนุญาตให้ทำงานออกจากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด[๙๔] มิฉะนั้นจะต้องโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท[๙๕]

  • ใบอนุญาต

ใบอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ ๒ ประเภทคือ

 

๒.๓.๑   ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน

หมายความว่า ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ[๙๖] ที่ออกให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศซึ่งหมายถึงผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ[๙๗] บุคคลอื่นที่มิได้เป็นผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศจะประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไม่ได้[๙๘] มิฉะนั้นจะมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[๙๙]

  • ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานมีอายุสองปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน
  • ถ้าประสงค์ที่จะขอต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานจะต้องยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และเมื่อได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตแล้วสามารถที่จะประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งการไม่อนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน[๑๐๐]
  • ในกรณีที่ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานได้สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ในสาระสำคัญ ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานต้องยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด[๑๐๑]
  • ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานต้องแสดงใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สำนักงานตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน[๑๐๒] บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานจะโฆษณาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไม่ได้[๑๐๓] มิฉะนั้นจะได้รับโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[๑๐๔]
  • ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ หรือสามารถหาลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้มาทำงานกับนายจ้างได้โดยได้รับเงินหรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงต้องโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาทต่อคนต่างด้าวหนึ่งคนหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าการหลอกลวงนี้ได้กระทำโดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ต้องได้รับโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้กึ่งหนึ่ง[๑๐๕] และสำหรับผู้ที่สนับสนุนการกระทำดังกล่าวมานี้ไม่ว่าการกระทำของตัวการผู้นั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักรหรือในราชอาณาจักรก็ต้องมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[๑๐๖]
  • ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการขออนุญาตเป็นผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ อธิบดีกรมการจัดหางานมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศได้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน[๑๐๗] แต่ถ้าผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกระทำความผิดตามกฎหมายนี้และอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี อธิบดีกรมการจัดหางานสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด[๑๐๘]
  • อธิบดีกรมการจัดหางานสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานได้ในกรณีดังต่อไปนี้[๑๐๙]

(๗.๑) ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่ปฏิบัติหรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของอธิบดี

(๗.๒) ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานเคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานมาแล้วยังไม่เกินหนึ่งปีหรือเคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานแล้วสองครั้ง และมีเหตุที่จะต้องถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานอีก

(๗.๓) ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทาง มีส่วนรู้เห็น หรือเป็นผู้สนับสนุนการไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องดังกล่าวในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ และอธิบดีกรมการจัดหางานได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทาง หรือห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่ปฏิบัติตามหนังสือแจ้งเตือนของอธิบดีกรมการจัดหางานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนนั้น

(๗.๔) ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานฝ่าฝืนคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานโดยดำเนินการเกี่ยวกับการนำคนต่างด้าวมาทำงานในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ

(๗.๕) อธิบดีกรมการจัดหางานเห็นว่าการที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระราชกำหนดนี้ หรือกฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชกำหนดนี้เป็นกรณีที่ร้ายแรง

(๗.๖) อธิบดีกรมการจัดหางานเห็นว่าผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานไม่สามารถปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ หรือกฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชกำหนดนี้ได้

คำสั่งพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานได้รับนั้น ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวและให้คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีเป็นที่สุด[๑๑๐]

๒.๓.๒ ใบอนุญาตทำงาน

หมายความว่า ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว[๑๑๑]ที่ออกให้บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยซึ่งเรียกว่าผู้รับอนุญาตให้ทำงาน[๑๑๒]

  • ใบอนุญาตทำงานมีอายุไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ออก เว้นแต่ใบอนุญาตที่ออกให้แก่คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น จะมีอายุเท่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานตามกฎหมายนั้น ๆ

อย่างไรก็ตามอายุของใบอนุญาตทำงานไม่มีผลเป็นการขยายระยะเวลาอยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวนั้นตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง[๑๑๓]

  • คนต่างด้าวซึ่งประสงค์จะทำงานต่อเมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว จะต้องยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานต่อนายทะเบียนก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นอายุ เมื่อได้ขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้วให้คนต่างด้าวนั้นทำงานไปพลางก่อนจนกว่านายทะเบียนจะมีคำสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานต่อได้ครั้งละไม่เกินสองปีโดยให้กระทำเพียงเท่าที่จำเป็น[๑๑๔]
  • ผู้รับอนุญาตให้ทำงานจะต้องมีใบอนุญาตทำงานอยู่กับตัวหรืออยู่ ณ สถานที่ทำงานในระหว่างเวลาทำงาน เพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนได้เสมอ[๑๑๕] มิฉะนั้นจะต้องโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท[๑๑๖]
  • ถ้าใบอนุญาตทำงานสูญหาย ถูกทำลายหรือชำรุดในสาระสำคัญให้ผู้รับอนุญาตให้ทำงานยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตทำงานต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหายถูกทำลายหรือชำรุด[๑๑๗]
  • ผู้รับอนุญาตให้ทำงานจะต้องทำงานให้ตรงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงานไม่ว่าจะเป็นประเภทงาน นายจ้าง ท้องที่หรือเงื่อนไขในการทำงานจะต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้ว ถ้าทำงานแตกต่างจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงานจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
  • ถ้าผู้รับอนุญาตให้ทำงานผู้ใดประสงค์จะเปลี่ยนหรือเพิ่มรายการในใบอนุญาตทำงานในเรื่อง
  • ประเภทงานที่ทำ
  • นายจ้างที่จ้างทำงาน
  • ท้องที่ในการทำงาน
  • เงื่อนไขในการทำงานที่อาจจะเป็นตำแหน่งหน้าที่ในการทำงาน ฯลฯ

ผู้รับอนุญาตให้ทำงานจะต้องขออนุญาตต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน

  • นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดห้ามผู้ใดรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน เข้าทำงานกับตนมิฉะนั้นจะมีโทษปรับตั้งแต่สี่แสนบาท ถึงแปดแสนบาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคนหรือให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงานก็มีโทษกำหนดไว้เช่นเดียวกันคือ ปรับไม่เกินสี่แสนบาท ต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน
  • ถ้าปรากฏว่าผู้รับอนุญาตให้ทำงานฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาต นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทำงานได้[๑๑๘]แต่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง[๑๑๙]
    • กองทุนเพื่อบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว[๑๒๐]

๒.๔.๑ ที่มาของกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวประกอบไปด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้[๑๒๑]

  • เงินหรือทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวพ.ศ. ๒๕๕๑[๑๒๒]
  • เงินเพิ่มที่เรียกเก็บจากนายจ้างในกรณีที่นายจ้างได้จ้างคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศตามประเภทงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนดไม่ชำระค่าธรรมเนียมที่จะต้องชำระตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในอัตราเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของจำนวนค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระ[๑๒๓]
  • เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
  • เงินค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บได้ตามพระราชกำหนดนี้ตามที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้นำไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
  • ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
  • เงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่จัดสรรให้ตามความจำเป็น
  • เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่กองทุนได้รับไม่ว่าจะกรณีใด

เงินดังกล่าวนี้ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

๒.๔.๒ วัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • ช่วยเหลือคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามพระราชกำหนดนี้และถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายด้านแรงงาน
  • ส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร
  • ช่วยเหลือและอุดหนุนหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชนที่เสนอโครงการหรือแผนงานใหม่ในการดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงาน การจัดสวัสดิการ การศึกษา การสาธารณสุข และการให้ความคุ้มครองด้านแรงงานแก่คนต่างด้าว
  • คืนให้แก่คนต่างด้าวที่ส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ และเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว
  • บริหารกองทุน
  • บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชกำหนดนี้

๒.๔.๓ คณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

เพื่อให้กองทุนการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว[๑๒๔]ขึ้นมา

๒.๔.๓.๑    องค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

คณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ประกอบไปด้วย

  • ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็น ประธานกรรมการ
  • อธิบดีกรมการจัดหางาน เป็น รองประธานกรรมการ
  • ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เป็น กรรมการ
  • ผู้แทนกรมบัญชีกลาง เป็น กรรมการ
  • ผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็น กรรมการ
  • ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็น กรรมการ
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้าคนซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ด้านละหนึ่งคน ดังนี้
  • แรงงาน
  • การคลัง
  • เศรษฐศาสตร์
  • การบริหาร
  • กฎหมาย

ซึ่งกรรมการกองทุนผู้ทรงคุณวุฒินี้จะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีแต่อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน[๑๒๕]

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน เป็นกรรมการและเลขานุการ

โดยคณะกรรมการกองทุนอาจแต่งตั้งข้าราชการกรมการจัดหางานจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้

๒.๔.๓.๒      วาระการดำรงตำแหน่ง

นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ กรรมการกองทุนผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

  • ตาย
  • ลาออก
  • เป็นบุคคลล้มละลาย
  • เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  • รัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่หรือทุจริต มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
  • ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก[๑๒๖]

๒.๔.๓.๓    อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

คณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว มีอำนาจหน้าที่ในการ[๑๒๗]

  • กำหนดนโยบายกำกับดูแลการบริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
  • กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขของการใช้จ่ายเงินของกองทุนตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
  • พิจารณาอนุมัติแผนการดำเนินงานประจำปี
  • พิจารณาจัดสรรเงินของกองทุนเพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
  • ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การใช้จ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และการตรวจสอบภายในของกองทุนโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
  • ออกระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินของกองทุนเพื่อใช้ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวและการเบิกจ่ายเงินทดรองในการดำเนินการดังกล่าว

๒.๔.๓.๔    การจัดการกองทุน

ในการจัดการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องนั้น กฎหมายกำหนดให้

  • คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการกองทุนมอบหมายไว้[๑๒๘]
  • กรมการจัดหางานต้องจัดทำบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามระบบการบัญชีอย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไปและให้ส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี[๑๒๙]
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน[๑๓๐]
  • ผู้สอบบัญชีต้องรายงานผลการสอบบัญชีต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีและให้กรมการจัดหางานเผยแพร่งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้วภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบ[๑๓๑]

บทสรุป

สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ทัศนคติ ความเชื่อ ของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก แนวคิดและนโยบายการวางแผนครอบครัวจากอดีตถึงปัจจุบันส่งผลให้อัตราการเกิดของประชากรต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับการบริหารด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ มีประสิทธิภาพและมาตรฐานที่ดี ประชากรผู้สูงวัยจึงมีอัตราสูง ถือได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ประชากรวัยทำงานจึงมีอัตราต่ำเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ ผู้ใช้แรงงานชาวไทยก็ไม่นิยมทำงานที่ยากลำบาก สกปรก เสี่ยงภัยอันตราย ประเทศไทยจึงประสบภาวะขาดแคลนแรงงานเป็นจำนวนมาก ทางภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม บริการ ขนส่ง ก่อสร้าง ฯลฯ หรือแม้แต่งานรับใช้ในบ้านเรือน จึงมีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย แม้รัฐจะพยายามควบคุมและกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้แรงงานต่างด้าวโดยการตราบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวมาใช้บังคับ แต่ก็ขาดการรับรู้และปฏิบัติตาม ประกอบกับมาตรการการใช้บังคับกฎหมายยังขาดประสิทธิภาพ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในภาพรวม จึงมีปัญหา มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจจำนวนมาก และหลายแห่ง หลายกิจการ ที่มีลักษณะที่ทำให้เกิดภาพลักษณ์ในทัศนะขององค์กรเอกชนและสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เป็นกระบวนการค้ามนุษย์ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าหลายประเทศอ้างเป็นข้อกีดกันหรือลดความเชื่อถือ เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยค่อนข้างมาก จึงได้มีการตราพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ ขึ้น การกำหนดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาก็โดยมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาการทำงานของคนต่างด้าว ให้ได้ทั้งระบบ ตั้งแต่การนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานทั้งในรูปของการประกอบธุรกิจการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย หรือนายจ้างนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับตนเอง และการขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว

อย่างไรก็ดี การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ในระยะแรก อาจจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ นายจ้างหรือแรงงานต่างด้าวที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมีจำนวนมาก อาจต้องหยุดหรือชะลอการทำงานเพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายให้ถูกต้องก่อน แต่ขณะนี้ รัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาโดยมีมาตรการขยายระยะเวลาในการบังคับใช้กฎหมายออกไปก่อน เพื่อให้โอกาสผู้ประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ หรือลูกจ้างต่างด้าวที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการกำหนดระเบียบแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งจัดตั้งหน่วยงานในการบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายในลักษณะเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One-stop Service) รวมทั้งขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นประเทศภูมิลำเนาของแรงงานต่างด้าว มาร่วมให้บริการด้วย หากทุกฝ่ายได้ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง ก็จะสามารถแก้ปัญหาในภาพรวมของการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาอารยะประเทศว่า ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นธรรมในประเทศไทย

บรรณานุกรม

กฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑

พระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๙

พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐

พระราชกฤษฎีกากำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจบางประการในราชอาณาจักรไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ พ.ศ. ๒๕๒๒

พระราชกฤษฎีกากำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจบางประการในราชอาณาจักรไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘

พระราชกฤษฎีกากำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจบางประการในราชอาณาจักรไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๘

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓๓/๒๕๖๐ เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ฉบับลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐

 

หนังสือ

สุดาศิริ  วศวงศ์, กฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว, สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. ๒๕๕๕

สุดาศิริ  วศวงศ์, ปานทิพย์  พฤกษาชลวิทย์, คำอธิบายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน, สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. ๒๕๕๗

[๑] สุดาศิริ  วศวงศ์, กฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว; สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. ๒๕๕๕, หน้า ๑-๓

[๒] หมายเหตุในการตราพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐

[๓] พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐, มาตรา ๓

[๔] มาตรา ๙

[๕] มาตรา ๑๐๒

[๖] มาตรา ๗๐

[๗] มาตรา ๑๒๑

[๘] คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓๓/๒๕๖๐ เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฉบับลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐

[๙] มาตรา ๔

[๑๐] พระราชกฤษฎีกากำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจบางประการในราชอาณาจักรไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔

[๑๑] พระราชกฤษฎีกากำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจบางประการในราชอาณาจักร ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓

[๑๒] สุดาศิริ  วศวงศ์, กฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว, อ้างแล้ว, หน้า ๗-๘

[๑๓] มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง

[๑๔] มาตรา ๕

[๑๕] มาตรา ๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑, มาตรา ๕

[๑๖] สุดาศิริ วศวงศ์ ,คำอธิบายกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน, สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๘ หน้า ๗๘

[๑๗] มาตรา ๕

[๑๘] มาตรา ๕

[๑๙] มาตรา ๕

[๒๐] มาตรา ๖

[๒๑] มาตรา ๕

[๒๒] มาตรา ๙๘

[๒๓] มาตรา ๑๒๕

[๒๔] มาตรา ๙๘ วรรค ๒

[๒๕] มาตรา ๑๒๖

[๒๖] มาตรา ๑๒๗

[๒๗] มาตรา ๑๐๐ วรรค ๑

[๒๘] มาตรา ๙๙

[๒๙] มาตรา ๑๐๐ วรรค ๒

[๓๐] มาตรา ๑๐๐ วรรค ๓

[๓๑] มาตรา ๑๗ วรรค ๑

[๓๒] มาตรา ๕

[๓๓] มาตร ๑๗ วรรคท้าย

[๓๔] มาตรา ๑๙

[๓๕] มาตรา ๑๘

[๓๖] มาตรา ๒๑

[๓๗] มาตรา ๒๖ วรรค ๑

[๓๘] มาตรา ๑๐๕

[๓๙] มาตรา ๒๗

[๔๐] มาตรา ๒๘ วรรค ๑ , วรรค ๒

[๔๑] มาตรา ๓๘

[๔๒] มาตรา ๔๑

[๔๓] มาตรา ๑๐๗

[๔๔] มาตรา ๕๔

[๔๕] มาตรา ๕๘ วรรค ๑

[๔๖] มาตรา ๕๒ วรรค๑

[๔๗] มาตรา ๑๑๘

[๔๘] มาตรา ๑๑๗

[๔๙] มาตรา ๕๓ วรรค ๒

[๕๐] มาตรา ๕๓ วรรค ๓

[๕๑] มาตรา ๕๓ วรรค ๔

[๕๒] มาตรา ๕๕ วรรค ๑

[๕๓] มาตรา ๔๒

[๕๔] มาตรา ๑๑๑

[๕๕] มาตรา ๔๒ วรรคสาม

[๕๖] มาตรา ๑๐๗

[๕๗] มาตรา ๔๓

[๕๘] มาตรา ๑๐๗

[๕๙] มาตรา ๔๔

[๖๐] มาตรา ๑๐๗

[๖๑] มาตรา ๔๖

[๖๒] มาตรา ๑๑๓

[๖๓] มาตรา ๔๗

[๖๔] มาตรา ๔๘

[๖๕] มาตรา ๔๙

[๖๖] มาตรา ๑๑๔

[๖๗] มาตรา ๕๐

[๖๘] มาตรา ๑๑๕ วรรคแรก

[๖๙] มาตรา ๕๐

[๗๐] มาตรา ๑๑๕ วรรคท้าย

[๗๑] มาตรา ๕๑

[๗๒] มาตรา ๑๑๖

[๗๓] มาตรา ๕

[๗๔] มาตรา ๕

[๗๕] มาตรา ๗

[๗๖] มาตรา ๘

[๗๗] มาตรา ๑๐๑

[๗๘] ประกาศกรมการจัดหางานเรื่องกิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายเป็นการทำงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ (ขณะนี้ยังไม่มีประกาศกระทรวงฉบับใหม่จึงใช้ฉบับเก่าไปพลางก่อน)

[๗๙] มาตรา ๕๙

[๘๐] มาตรา ๑๑๙

[๘๑] มาตรา ๖๐

[๘๒] กฎกระทรวงกำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอรับใบอนุญาตทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๒ (ขณะนี้ยังไม่มีกฎกระทรวงฉบับใหม่จึงใช้ฉบับนี้ไปพลางก่อน)

[๘๓] มาตรา ๖๒

[๘๔] มาตรา ๖๓

[๘๕] มาตรา ๖๔

[๘๖] มาตรา ๖๑

[๘๗] มาตรา ๗๐

[๘๘] มาตรา ๑๒๑

[๘๙] มาตรา ๗๑

[๙๐] มาตรา ๗๒

[๙๑] มาตรา ๑๒๒

[๙๒] มาตรา ๗๓

[๙๓] มาตรา ๑๒๓

[๙๔] มาตรา ๗๔

[๙๕] มาตรา ๑๒๔

[๙๖] มาตรา ๕

[๙๗] มาตรา ๕

[๙๘] มาตรา ๒๖ วรรค ๑

[๙๙] มาตรา ๑๐๕

[๑๐๐] มาตรา ๓๐

[๑๐๑] มาตรา ๓๑

[๑๐๒] มาตรา ๓๒

[๑๐๓] มาตรา ๒๕

[๑๐๔] มาตรา ๑๐๔

[๑๐๕] มาตรา ๑๒๘

[๑๐๖] มาตรา ๑๒๙

[๑๐๗] มาตรา ๘๖

[๑๐๘] มาตรา ๘๗

[๑๐๙] มาตรา ๘๘

[๑๑๐] มาตรา ๙๔

[๑๑๑] มาตรา ๕

[๑๑๒] มาตรา ๕

[๑๑๓] มาตรา ๖๕

[๑๑๔] มาตรา๖๗

[๑๑๕] มาตรา๖๘

[๑๑๖] มาตรา ๑๒๐

[๑๑๗] มาตรา ๖๙

[๑๑๘] มาตรา ๙๐

[๑๑๙] มาตรา๙๕

[๑๒๐] มาตรา๗๕

[๑๒๑] มาตรา๗๖

[๑๒๒] มาตรา ๑๔๐

[๑๒๓] มาตรา ๑๑

[๑๒๔] มาตรา ๗๘

[๑๒๕] มาตรา ๗๙

[๑๒๖] มาตรา ๘๐

[๑๒๗] มาตรา ๘๑

[๑๒๘] มาตรา ๘๒

[๑๒๙] มาตรา ๘๓

[๑๓๐] มาตรา ๘๔

[๑๓๑] มาตรา ๘๕