Thai language English Language
Untitled Document  ราชบัณฑิตยสถานขอเชิญชมรายการ "สายตรวจภาษา" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๔๕-๑๑.๔๗ น. เริ่มออกอากาศวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖   
ข้อมูลหน่วยงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวการจัดซื้อจัดจ้าง
สรุปผลการสัมมนา ฯลฯ
ข้อมูลข่าวสารทางราชการ
คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)
E-Book
ติดต่อเรา  
สมุดเยี่ยม  
รวมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ  
การทับศัพท์
การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน
การอ่านตัวเลขต่าง ๆ
การอ่านเครื่องหมาย
การอ่านคำวิสามานยนาม
เครื่องหมายวรรคตอน
การเว้นวรรค
การเขียนคำย่อ
ชื่อจังหวัด เขต อำเภอ
ชื่อทะเล
ชื่อธาตุ
ชื่อประเทศ/เมืองหลวง
ลักษณนาม
ราชาศัพท์
รับข่าวสาร ยกเลิก
รับข่าวสาร ยกเลิก
 

 
  การเรียงคำประสมกันเป็นคำสมาส โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ
 

การเรียงคำประสมกันเป็นคำสมาส

          ที่ข้าพเจ้าได้นำเรื่อง “คำประสม” ในภาษาไทยมาเสนอท่านผู้ฟังในรายการนี้ติดต่อกันหลายครั้ง ก็โดยเห็นว่า “คำประสม” ในภาษาไทยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสับสนอยู่มาก บางทีก็แยกไม่ออกว่าต่างกับ “คำสมาส” อย่างไร

           ในภาษาไทยเรา มีวิธีเรียงคำประสมกันเป็นคำสมาสได้ ในเรื่องนี้ ท่านอาจารย์กำชัย ทองหล่อ ซึ่งเป็นกรรมการชำระปทานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถานท่านหนึ่ง ได้ให้หลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

           ๑. ถ้าเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต โดยมากเราเรียงตามระเบียบภาษาเดิมของเขา คือ เรียงบทขยายไว้ข้างหน้า เช่น

           อุทกภัย     (อุ-ทก-กะ-ไพ)          แปลว่า     ภัยจากน้ำ
           วาตภัย      (วา-ตะ-ไพ)                 ”          ภัยจากลม
           ชีพิตักษัย  (ชี-พิ-ตัก-ไส)               ”          สิ้นชีวิต
           อายุขัย      (อา-ยุ-ไข)                    ”          สิ้นอายุ

           ๒. ถ้าบทขยายเป็นคำวิเศษณ์ จะเรียงบทขยายไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ เช่น คำว่า “วัฏสงสาร” (วัด-ตะ-สง-สาน) หรือ “สงสารวัฏ” (สง-สาน-ระ-วัด) หมายถึง “การท่องเที่ยวในโลกที่หมุนเวียนอยู่” ซึ่งก็คือ “การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก” นั่นเอง คำว่า “สุนทรพจน์” (สุน-ทอน-ระ-พด) หรือ “พจนสุนทร” (พด-จะ-นะ-สุน-ทอน) ตามรูปศัพท์ก็หมายถึง “คำพูดที่ไพเราะ” แต่เรานำมาใช้หมายถึง “คำพูดอันเป็นพิธีการ” ซึ่งตามปรกติก็ต้องเรียบเรียงไว้ก่อนให้มีสำนวนโวหารไพเราะจับใจ

           ๓. ถ้าบทหน้าประวิสรรชนีย์ที่พยางค์หลัง ก็ให้ตัดวิสรรชนีย์ออก หมายเฉพาะคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต เช่น

           ธุระ + กิจ เป็น “ธุรกิจ” หมายถึง การงานประจำเกี่ยวกับอาชีพค้าขาย หรือกิจกรรมอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่ราชการ

           ธุระ + การ เป็น “ธุรการ” หมายถึง การจัดกิจการงานโดยส่วนรวมของแต่ละหน่วย ซึ่งมิใช่งานวิชาการ

           คณะ + บดี เป็น “คณบดี” หมายถึง หัวหน้าคณะวิชาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย

           สมณะ + เพศ เป็น “สมณเพศ” หมายถึง รูปลักษณะ เช่น การแต่งกาย การประพฤติปฏิบัติ ที่แสดงให้รู้ว่าเป็นสมณะ โดยเฉพาะหมายถึงนักบวชในพระพุทธศาสนา คือ พระภิกษุและสามเณร

           เรื่องการเรียงคำประสมกันเป็นคำสมาสยังไม่จบ จะได้นำมาเสนอท่านผู้ฟังอีกครั้งหนึ่งในคราวหน้า.

           เมื่อคราวที่แล้วได้กล่าวถึงเรื่องการเรียงคำประสมกันเป็นคำสมาส ตามที่อาจารย์กำชัย  ทองหล่อ ท่านได้ให้หลักเกณฑ์ไว้ แต่ยังไม่จบ วันนี้จึงขอนำเรื่องนี้มาเสนอท่านผู้ฟังต่อไปจนจบ ดังนี้

            ๔. ถ้าเป็นคำไทย ให้เรียงตามระเบียบของคำไทย เช่น

            แว่น (หมายถึง สิ่งที่เป็นแผ่นมีขอบเขตเป็นวงกลม ๆ) + ตา (หมายถึงนัยน์ตา ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องดูรูป) เป็น “แว่นตา” หมายถึง สิ่งที่ทำด้วยแก้วหรือวัตถุใส เป็นเครื่องสวมตา เพื่อช่วยให้แลเห็นชัดขึ้นเป็นต้น

            ขัน (หมายถึง ภาชนะสำหรับตักหรือใส่น้ำเป็นต้น) + หมาก (หมายถึง ผลของต้นหมาก มีรสฝาด ใช้เป็นเครื่องกินกับปูน พลู) เป็น “ขันหมาก” หมายถึง ขันใส่หมากพลูเป็นต้น ซึ่งเชิญไปพร้อมกับของอื่น ๆ ในพิธีหมั้นหรือแต่งงาน เป็นเครื่องคำนับผู้ปกครองฝ่ายหญิง

            ๕. ถ้าเป็นคำซ้ำความ คือ คำทั้ง ๒ ที่เอามาประสมกันหรือเข้าสมาสแบบไทยนั้น ก็โดยมุ่งหมายเพื่อให้คำหนึ่งเป็นคำไขของอีกคำหนึ่ง หรือ เพื่ออนุรักษ์คำเก่า ๆ ไว้ วิธีเรียงคำไม่สู้จะมีกำหนดกฎเกณฑ์แน่นอนนัก คำที่ไขความอาจอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ เช่น

            เหตุ + การณ์ = เหตุการณ์ (ทั้ง “เหตุ” และ “การณ์” ต่างก็เป็นคำบาลี มีความหมายอย่างเดียวกัน)

            นร + ชน = นรชน (ทั้ง “นร” (นะ-ระ) และ “ชน” ต่างก็มีความหมายว่า “คน” เหมือนกัน)

            วิถี + ทาง = วิถีทาง (วิถี ก็แปลว่า ทาง นั่นเอง)

            หน + ทาง = หนทาง (ก็คือ “ทาง” นั่นเอง “หน” เป็นคำเก่า)

            เลว + ทราม = เลวทราม (“ทราม” กับ “เลว” ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน)

            รัก + ใคร่ = รักใคร่ (ต่างก็หมายความว่า ชอบพออย่างผูกพัน พร้อมด้วยชื่นชมยินดีเช่นกัน)

            ๖. ถ้าคำประสมกับคำสกรรถ คือ คำที่เติมข้างหลัง ซึ่งเมื่อเติมเข้าไปแล้ว ความหมายของคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และคำที่เติมหรือเพิ่มเข้ามาก็ไม่ต้องการคำแปลหรือความหมาย หากเพิ่มเข้ามาเพื่อให้คำเดิมมีเสียงไพเราะสละสลวย หรือเพื่อให้พยางค์ท้ายของคำเดิมเปลี่ยนเสียงไปคล้องจองกับคำอื่นตามสัมผัสที่ต้องการ  หรือเพื่อเพิ่มพยางค์ของคำเดิมให้มากพอที่จะบรรจุเข้าในบทกลอนต่าง ๆ ตามที่ต้องการ เช่น

            รุกข (ต้นไม้) + ชาติ เป็น “รุกขชาติ” ก็หมายถึง “ต้นไม้” เท่าเดิม

            คมน (คะ-มะ-นะ) (การไป) + อาการ เป็น “คมนาการ”  (คะ-มะ-นา-กาน) ก็หมายถึง “การไป” นั่นเอง

            หิมวันต (หิม-มะ-วัน-ตะ) (ป่าหิมพานต์) + ประเทศ เป็น “หิมวันตประเทศ” (หิม-มะ-วัน-ตะ-ปฺระ-เทด) ก็หมายถึง “ป่าหิมพานต์” เท่าเดิม

            นร (นะ-ระ) (คน) + อากร เป็น “นรากร” ก็หมายถึง “คน” เท่านั้น

            คำต่าง ๆ ในภาษาไทยนั้น ถ้าหากเราจะได้นำมาศึกษากันในแง่มุมต่าง ๆ แล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และน่าสนใจอย่างยิ่ง จึงควรที่เราจะได้เอาใจใส่ภาษาไทยของเราให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้.

ผู้เขียน : .จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๒๘๓-๒๘๕.

 

 
ย้อนกลับ
  หน้าหลัก     |     พจนานุกรม    |     ศัพท์บัญญัติวิชาการ    |     อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย    |     คลังความรู้    |   สิ่งพิมพ์    |     กระดานสนทนา    |     ถาม-ตอบ  
ติดต่อ ราชบัณฑิตยสถาน
สนามเสือป่า เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐   โทรศัพท์ ๐ ๒๓๕๖ ๐๔๖๖-๗๐ อีเมล ripub@royin.go.th
Copy Rights © 2007 The Royal Institute, All Rights Reserved.Developed by TATSolution