Thai language English Language
Untitled Document  ราชบัณฑิตยสถานขอเชิญชมรายการ "สายตรวจภาษา" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๔๕-๑๑.๔๗ น. เริ่มออกอากาศวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖   
ข้อมูลหน่วยงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวการจัดซื้อจัดจ้าง
สรุปผลการสัมมนา ฯลฯ
ข้อมูลข่าวสารทางราชการ
คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)
E-Book
ติดต่อเรา  
สมุดเยี่ยม  
รวมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ  
การทับศัพท์
การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน
การอ่านตัวเลขต่าง ๆ
การอ่านเครื่องหมาย
การอ่านคำวิสามานยนาม
เครื่องหมายวรรคตอน
การเว้นวรรค
การเขียนคำย่อ
ชื่อจังหวัด เขต อำเภอ
ชื่อทะเล
ชื่อธาตุ
ชื่อประเทศ/เมืองหลวง
ลักษณนาม
ราชาศัพท์
รับข่าวสาร ยกเลิก
รับข่าวสาร ยกเลิก
 

 
  ความสำคัญของหม้อสามขาของสมัยหินใหม่ โดย ศ. ดร.สุด แสงวิเชียร
 

ความสำคัญของหม้อสามขาของสมัยหินใหม่

          หนังสือ “คนไทยอยู่ที่นี่” ของคุณสุจิตต์  วงษ์เทศ มีข้อความในหน้า ๓๑ ว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านเขตบ้านเก่าของลุ่มแม่น้ำแควน้อยในจังหวัดกาญจนบุรี มีความสามารถสูงและโดดเด่นเป็นลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมาด้วยการผลิตเครื่องปั้นดินเผาชนิดสีดำขัดมัน (black pottery) และภาชนะดินเผามีสามขา (tripod) ซึ่งคล้ายคลึงกับเครื่องปั้นดินเผาสมัยเดียวกับที่พบในบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลลุง-ชาน (Lung-Shan) ในจีนแผ่นดินใหญ่ และคุณสุจิตต์ได้พิมพ์รูปหม้อสามขาไว้ในหน้า ๓๐ ด้วย

          คุณสุจิตต์ได้เขียนข้อความที่สำคัญต่อไปว่า จากกรณีภาชนะดินเผาสามขาที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ทำให้เชื่อว่าคนไทยอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

          นับเป็นข้อความที่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมสนใจคือ เรื่องคนไทยมาจากไหน  แต่ขณะที่พบหม้อสามขาคล้ายที่แสดงไว้ในรูปที่ ๑ ผมเพิ่งไปสมัครร่วมกับคณะไทย-เดนมาร์ก ทำการขุดค้นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ที่หมู่บ้านเก่า ต.จระเข้เผือก อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี คงได้ยินแต่เพียงคำ “ลุง-ชาน” แต่ไม่รู้อะไรแน่นอน เป็นแต่มิสเตอร์เปียร์  ซอเรนเซน (Per Sørensen 1967) ให้ความสำคัญกับหม้อสามขาที่พบในครั้งแรกเป็นอันมาก ไม่ยอมให้ใครถ่ายรูปและแคะคุ้ยเอาขึ้นมา แต่ผมแอบถ่ายรูปไว้ ๑ รูป เพราะถ่ายก่อนที่หัวหน้าการขุดค้นจะประกาศให้ทราบ เพื่อแสดงว่าตำแหน่งที่พบเครื่องปั้นดินเผาแบบนี้นั้น พบในที่กลางแจ้งภายในหลุมหนึ่งที่ขุดค้น ไม่ใช่ภายในถ้ำที่นักโบราณคดีบางท่านเข้าใจ หลังการขุดค้นโครงกระดูกและได้ลำเลียงสิ่งที่ขุดค้นทั้งหมดไปที่นครโคเปนเฮเกน เพื่อไปซ่อมและศึกษาต่อโดยผู้ชำนาญในเรื่องต่าง ๆ แม้ผมจะได้รับเชิญให้ไปทำเรื่องโครงกระดูกต่อจนเสร็จเป็นรายงาน (Sood Sangvichien et al 1969) ผมก็ไม่มีโอกาสได้เห็นหม้อสามขาใบนั้นอีกเลย จนกระทั่งมิสเตอร์เปียร์ ซอเรนเซน ได้พิมพ์รายงานของการขุดค้น เล่มที่ ๒ เกี่ยวกับการขุดค้นที่บ้านเก่า มีบทหนึ่งโดยเฉพาะเกี่ยวกับการจำแนกเครื่องปั้นดินเผาที่พบ (Typology) มิสเตอร์เปียร์ ซอเรนเซน จำแนกหม้อสามขาออกเป็นกลุ่มใหญ่ที่ ๑ (Main group 1) เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีฐานรองรับถาวร (Vessels with permanent support) เนื่องจากในการขุดค้นรวบรวมได้ถึง ๑๗ ใบ ในการจำแนกจึงแยกออกเป็นหลายชนิด (types)

          ชนิดที่ ๑ (Type 1) หม้อสามขา (tripod) มีคำอธิบายว่าเป็นกลุ่มของเครื่องปั้นดินเผาที่มีลักษณะสำคัญคือ มีขารองรับ ๓ ขา ขามีลักษณะเป็นรูปกรวย กลวงตัดตามขวางจะเป็นรูปกลม แต่ละขามีรูให้ลมออกขาละ ๒ รู รูหนึ่งอยู่ใกล้ปลายบนและอยู่ทางด้านหน้า อีกรูหนึ่งอยู่ใกล้ปลายแหลมอยู่ทางข้างหลัง ขาติดอยู่กับส่วนก้นของหม้อ ที่ติดอาจต่ำกว่ารอยงอจากส่วนตัว (body) มาที่ส่วนก้นของหม้อ (bottom) ซึ่งเรียกว่า carination หรือห่างออกไปเล็กน้อย ผิวไม่มีรอยตกแต่ง (plain) หรือเป็นรอยขัด (burnished) หรือมีรอยเชือกทาบ (cord-marked)

          โดยอาศัยรูปร่างของตัวหม้อที่มีขากลวง มิสเตอร์เปียร์  ซอเรนเซน ได้แบ่งหม้อ ๓ ขา ออกเป็นชนิดที่ต่างจากต้นแบบ (variations) เป็นชนิดที่มีปากกว้าง ๓ ชนิด และมีปากแคบ ๒ ชนิด

          ชนิดที่ต่างจากต้นแบบ ก (Variation A) ชนิดที่ปากกว้าง สูงปานกลาง ส่วนคอแบะออกเป็นรูปกรวยตัด (truncated conical) มีรอยขัด ต่อกับส่วนก้นซึ่งมีรูปตื้นรูปกึ่งทรงกลมมีรอยเชือกทาบ มีรอยงอชัดเจน สีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลปนแดง พบ ๑๑ ใบ ฝังรวมกับศพ ๙ โครง บางโครงพบ ๒ ใบ

          ชนิดต่างจากต้นแบบ ข (Variation B) ชนิดมีปากกว้าง ส่วนคอสั้นแบะออก ส่วนไหล่รูปกรวยมีรอยขัด ไม่ต่อกับส่วนก้นซึ่งมีรอยเชือกทาบ มีรอยงอชัดเจน สีเทาหรือสีน้ำตาลแก่ พบ ๒ ใบ ฝังรวมกับศพ ๒ โครง

          ชนิดต่างจากต้นแบบ ค (Variation C) ปากกว้าง ขอบสั้นและแบะออก ส่วนไหล่สั้นรูปกรวยมีรอยขัดที่ผิวไปต่อกับส่วนก้น ก้นตื้น รูปกึ่งทรงกลม มีรอยเชือกทาบ มีรอยงอ (carination) ชัดเจน สีแดงปนน้ำตาล พบ ๑ ใบ

          ชนิดต่างจากต้นแบบ ง (Variation D) รูปถ้วยที่มีส่วนคอแบะออก ปากแคบ ส่วนไหล่รูปกรวย มีรอยขัด ไปต่อกับส่วนก้นซึ่งมีรอยเชือกทาบ มีส่วนงอชัดเจน สีดำ พบ ๑ ใบ ฝังรวมกับศพ ๒ โครง (รูปที่ ๓)

          ชนิดต่างจากต้นแบบ จ (Variation E) ภาชนะรูปถ้วย รูปค่อนข้างสูง ส่วนคอแบะออก ส่วนตัวเป็นรูปกรวยสองใบต่อ (biconical) ด้านข้างโค้งออก ส่วนคอชัดเจน ไปต่อกับส่วนก้นที่ค่อนข้างลึก มีรอยเชือกทาบ มีส่วนงอชัดเจน สีน้ำตาล พบ ๒ ใบ

          ผมจำเป็นต้องแปลต้นฉบับของมิสเตอร์เปียร์  ซอเรนเซน มาเกือบทั้งหมด เพื่อให้เข้าใจรูปร่างที่ชัดเจนของหม้อสามขา มีที่น่าสังเกตว่าแม้จะพบได้ถึง ๑๗ ใบ ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนแดง มีสีดำอยู่เพียง ๒ ใบ ผิดกับที่อธิบายไว้โดยคุณสุจิตต์ และที่อธิบายไว้เกี่ยวกับวัฒนธรรมลุง-ชาน ใบที่คุณสุจิตต์ถ่ายเป็นรูปไว้มีในหนังสือที่แต่งโดยมิสเตอร์เปียร์  ซอเรนเซน อยู่ตรงกับแผ่นภาพ ๘๘ จากชนิดต่างจากต้นแบบ ข (Variation B) สีเทาหรือน้ำตาลแก่ ทำให้คำกล่าวที่ว่า เจ้าของวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาสีดำขัดมันและภาชนะดินเผาสามขาที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้นอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อหลายพันปีมาแล้ว จึงขาดหลักฐานที่สำคัญไปประการหนึ่ง เกี่ยวกับสีของเครื่องปั้นดินเผาซึ่งในวัฒนธรรมลุง-ชานถือสีดำเป็นลักษณะสำคัญ

          วิธีทำเครื่องปั้นดินเผาให้เป็นสีดำนั้นอาศัยดินที่ใช้ปั้นหรือใช้สีระหว่างขัดมันเครื่องปั้นดินเผา ผู้รายงานยังขาดความรู้ ปรากฏว่าเครื่องปั้นดินเผาที่มีสีดำนั้นพบได้น้อยที่สุดจากผลของการขุดค้นในประเทศไทย ผู้รายงานเคยพบแต่สีเทาค่อนข้างดำ มีลายตกแต่ง เช่น เครื่องปั้นดินเผาที่บ้านธาตุ ซึ่งอยู่ในสมัยสัมฤทธิ์ร่วมกับวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่มีสีดำขัดมันคงพบฝังรวมกับโครงกระดูกเพียงใบเดียวเท่านั้น คือ โครงที่ชาวบ้านจังหวัดราชบุรีขุดหลุมเพื่อเผาไม้ทำถ่าน เข้าใจว่าอยู่ในสมัยหินใหม่เช่นเดียวกับโครงที่ขุดพบที่บ้านเก่า จ. กาญจนบุรี นอกนั้นมีรายงานของมิสเตอร์เปียร์ ซอเรนเซน เท่านั้น ฉะนั้น ผมจึงขอสรุปในตอนนี้ว่า เครื่องปั้นดินเผาสีดำมีสามขานั้นยังไม่มีลักษณะประการใดชัดเจนว่า วัฒนธรรมทั้ง ๒ แห่งนั้นคือวัฒนธรรมลุง-ชานของจีนกับการทำหม้อสามขาที่ประเทศไทยมีการสืบเนื่องกัน

          ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่มีผู้สนใจมาก่อนก็คือ ลักษณะของขา ขาของหม้อสามขาของวัฒนธรรมหินใหม่บ้านเก่านั้น มีลักษณะเป็นรูปกรวยกลวงปลายเรียวแหลมเห็นได้ชัดเจน แต่ขาของหม้อสามขาของวัฒนธรรมลุง-ชานนั้นเท่าที่ค้นดูจากหนังสือ Archaeological in China แต่งโดย Cheng Tve-K’un (1958) นั้น มีลักษณะเป็นแผ่นสามเหลี่ยมแบน ไม่เป็นรูปกรวย แม้ที่ทำเป็นรูปกรวย ก็มีลักษณะแตกต่างกันมากของวัฒนธรรมลุง-ชานนั้นมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งโดยตรงคือตรงลงมาจากตัวหม้อ แต่ที่พบในประเทศไทยนั้นส่วนตัวและส่วนขาแยกจากกัน (ทำคนละที?) แล้วเอามาต่อกันภายหลัง ฉะนั้นขาของหม้อสามขาของวัฒนธรรมหินใหม่ของประเทศไทยจึงแยกตัวหลุดออกโดยง่ายจากส่วนก้นของหม้อ ในการขุดที่เหมืองดีบุกที่ จ. ราชบุรี ท่านเจ้าของเหมืองจึงส่งแต่เพียงขาหม้อมาให้พิพิธภัณฑ์ แต่ไม่มีตัวหม้อ และในการขุดค้นที่ใกล้หมู่บ้านเก่าก็เคยพบแต่ตัวหม้อ ไม่มีขา แต่ไม่อาจยืนยันเพราะไม่มีรอยต่อชัดเจน

          หม้อสามขาใช้ทำอะไรในชีวิตประจำวัน? ผู้รายงานขอสันนิษฐานว่าหม้อสามขานี้ใช้หุงต้ม โดยก่อไฟให้อยู่ระหว่างขาทั้งสาม ขาที่กลวงและเจาะรูไว้นั้นเพื่อให้อากาศที่ร้อนจากไฟผ่านออกไปจากขาได้โดยสะดวก ทำให้ไม่ไปดันขาให้แตกหรือหลุดออกจากตัวหม้อ และการทำให้มีปลายเรียวแหลมนั้น สันนิษฐานว่าหม้อนั้นจะตั้งอยู่ได้ดีบนพื้นทราย แต่ถ้าเป็นขาทู่แบบวัฒนธรรมลุง-ชานจะไม่สามารถให้หม้อตั้งตรงได้ในพื้นทราย แต่อาจจะเหมาะกับการตั้งบนพื้นซึ่งอาจเป็นภูมิประเทศของประเทศจีน?

          ถ้าข้อสันนิษฐานมีส่วนถูกต้อง หม้อสามขาจะเป็นภาชนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสังคมเกษตรกรรมและล่าสัตว์เป็นหลัก เพราะการมีเตาไฟกับหม้อแยกออกจากกัน จะหุงต้มแต่ละครั้งต้องก่อเตาแล้วจึงเอาหม้อตั้งย่อมไม่เหมาะกับการโยกย้าย หม้อสามขาจึงเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เหมาะกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนจีนระหว่างแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง เกิดเป็นวัฒนธรรมของสมัยหินใหม่ขึ้น ๓ วัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมยาง-โชว (Yang-shao culture) วัฒนธรรมลุง-ชาน (Lung-shan culture) และวัฒนธรรมเซียว-ตุ่น (Hsiao-tun culture) ล้วนแต่มีหม้อที่มีสามขา วัฒนธรรมทั้งสามนอกจากจะมีสีและลายประดับแตกต่างกัน คือวัฒนธรรมยาง-โชวเป็นสีแดง (red-ware) วัฒนธรรมลุง-ชานเป็นสีดำ (black ware) และวัฒนธรรมเซียว-ตุ่นเป็นสีเทา (grey ware) และทำให้เป็นรูปแตกต่างกันแยกออกไปเป็น T’ing tripod พบได้ในทั้ง ๓ วัฒนธรรม คงคล้ายที่พบที่บ้านเก่าเพราะมีขาต่อกับตัวหม้อ Li tripod และเป็น Hsien tripod และ Kuei tripod พบได้ในวัฒนธรรมลุง-ชานและวัฒนธรรมเซียว-ตุ่น

          ตามที่ได้กล่าวแล้วว่าในประเทศไทยพบเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นสีดำเพียงใบเดียวที่ จ. ราชบุรี แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า เศษเครื่องปั้นดินเผานั้นเมื่อประกอบให้กลับรูปทรงเดิมแล้วจะมีรูปเป็นหม้อเช่นเดียวกับหม้อสามขาที่พบในการขุดค้นที่บ้านเก่าหรือไม่ หม้อสามขาที่พบและทำเป็นรายงานโดยมิสเตอร์เปียร์ ซอเรนเซน นั้น มีที่กล่าวถึงเป็นสีดำเพียงน้อยใบ ฉะนั้น การที่จะอ้างว่ามีหม้อสามขาสีดำแบบของวัฒนธรรมลุง-ชานจึงยังไม่มีหลักฐานรับรองในขณะนี้ เพราะผิดกันถึง ๓ ประการตามที่ได้อธิบายมาแล้วตามลำดับ คือ ลักษณะของสี ลักษณะของขา และวิธีต่อขากับตัวหม้อ การศึกษานี้จึงไม่อาจสนับสนุนว่าคนไทยย้ายมาจากประเทศจีน แต่คนไทยอาจอาศัยบริเวณที่เป็นประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยหินใหม่คือเมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้วก็ได้

          ตามหนังสือที่แต่งโดยคุณสุจิตต์ (๒๕๒๙) แม้คุณสุจิตต์จะไม่ได้ยืนยันในเรื่องนี้ชัดเจนเหมือนชื่อหนังสือ คุณสุจิตต์ก็ไม่ได้อ้างว่าคนไทยมาจากไหนแบบที่นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์รุ่นก่อน ๆ ได้อ้างอิงไว้ เช่น กล่าวถึงภูเขาอัลไตที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีนเป็นแหล่งกำเนิด บางท่านให้ต่ำลงมาทางตอนใต้ของประเทศจีน และแหล่งที่อ้างอิงถึงกันมากก็คือมณฑลเสฉวนของประเทศจีน และดูเหมือนจะเอาข้อความในนิยายสามก๊กว่าเป็นแหล่งที่คนไทยเคยอยู่ แล้วต่อมาจึงพ่ายแพ้คนเก่งของนิยายเรื่องนั้น แม้จะแสดงความทรหดอดทนไม่ยอมพ่ายแพ้อยู่หลายครั้ง แหล่งสุดท้ายในประเทศจีนคือน่านเจ้าในมณฑลยูนนาน (Yunnan) ตอนใต้ของประเทศจีน แสดงเหตุผลถึง ๒ ประการ ประการแรกเพราะมีคนที่พูดภาษาไทยเคยอยู่ที่บริเวณนั้น ประการที่สองถูกขับไล่ออกจากประเทศจีนเพราะกองทัพของกุบไล่ข่าน หนีมาตั้งหลักแหล่งขึ้นที่สุโขทัย คุณสุจิตต์ดูจะไม่ค่อยยกย่องสุโขทัยมากเท่าที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและยกย่องกัน เพราะอ้างไว้ในหนังสือเรื่องคนไทยอยู่ที่นี่ว่า เมื่อเกิดสุโขทัยขึ้นนั้นประเทศไทยมีแคว้นที่เป็นปึกแผ่นแล้ว คือกลุ่มแคว้นละโว้ มีลักษณะเป็นปึกแผ่นทางการเมืองสูง ดังจะเห็นได้จากการใช้ชื่อ “ละโว้” เป็นที่รวมทั้งหมด กล่าวคือเป็นชื่อเมืองสำคัญ เป็นชื่อแคว้น และเป็นชื่อกลุ่มชน ทางฝ่ายจีนเรียกว่า “หลอหู”

          เรื่องชื่อของแคว้นต่าง ๆ ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยและการรวมกันของแคว้นต่าง ๆ ดูจะมีอยู่ในบันทึกของฝ่ายจีนชัดเจนยิ่งกว่าของไทยเอง ในหน้า ๑๔๘ ของหนังสือคนไทยอยู่ที่นี่ มีข้อความว่า “เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแคว้นละโว้แล้ว กลุ่มแคว้นสยามมีลักษณะความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ ไม่มีศูนย์กลางที่มีการสืบเนื่องเหมือนเมืองละโว้ คนภายนอกจึงเรียกบ้านเมืองและประชาชนกลุ่มที่อยู่ฟากตะวันตกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างกว้าง ๆและอย่างหลวม ๆ ว่า ‘สยาม’ ที่หมายถึงดินแดนและกลุ่มชนโดยมิได้ระบุชื่อเมืองสำคัญ”

          ในหน้า ๑๔๘ ของหนังสือเล่มดังกล่าวได้เขียนไว้ว่า “ในครั้งนี้เอง กลุ่มแคว้นละโว้และกลุ่มแคว้นสยามก็ปรองดองเข้ารวมกันเป็นแคว้นเดียว และในครั้งนี้เอกสารจีนจดเอาไว้ว่า กลุ่มบ้านเมืองที่เรียกเสียนก๊ก ได้รวมเข้ากันกับกลุ่ม ‘หลอฮกก๊ก’ เป็น ‘เสียนหลอฮกก๊ก’ หรือ ‘เสียนก๊ก’ แล้ว”

          หน้า ๑๔๙ “ในเอกสารของราชทูตจีนชื่อโจวต้ากวานที่เข้าไปเจริญทางพระราชไมตรีกับกัมพูชา พ.ศ. ๑๘๓๕ แล้วมีรายงานบันทึกระบุชื่อ ‘เสียนหลอ’ อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขมร (เฉลิม  ยงบุญเกิด ๒๕๑๐) ที่ยืนยันว่าได้มีการเคลื่อนไหวในการรวมแคว้นสุวรรณภูมิ (จีนเรียก ’เสียน หมายถึงสยาม’) เข้ากับแคว้นอโยธยา จึงยังคงเรียกชื่อเดิมว่า ‘หลอหู’) ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๓ อันเป็นปีที่ราชทูตจีนคนนี้เดินทางมาถึงนครธมแล้ว

          ด้วยเหตุนี้ โจวต้ากวานจึงเรียกชื่อแคว้นสุวรรณภูมิที่รวมเข้ากับแคว้นอโยธยานี้ว่า ‘เสียนหลอ’”

          ผู้เขียนขอรับว่าขาดความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ไทยเป็นอันมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะขณะเรียนรู้จักแต่เพียงสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี กรุงเทพฯ รู้จักความสำคัญของสุโขทัยก็เนื่องจากการพบศิลาจารึกและหลักฐานการใช้อักษรไทย จึงยอมรับถิ่นฐานเดิมของคนไทยในตอนใต้ของประเทศจีนแล้วถูกขับไล่หนีลงมาอย่างเต็มที่ขณะนั้น เมื่อมาเกิดสงสัยเป็นปัญหาก็ได้ใช้กำลังสติปัญญาไปในเรื่องอื่นจนเกินที่จะไปตั้งต้นในเรื่องใหม่ ๆ ให้กว้างขวางอย่างนักโบราณคดีและประวัติศาสตร์เช่นคุณสุจิตต์  วงษ์เทศ และคณะฯ

เอกสารอ้างอิง
๑. สุจิตต์  วงษ์เทศ. ๒๕๒๙. คนไทยอยู่ที่นี่ สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม, กรุงเทพฯ.
๒. Chêng Tê-K’un. 1958 Prehistoric China. Archaeology in China Vol. I. W. Heffer & Sons Ltd. Cambridge, England.
๓. Sangvichien, Sood et al. 1969. The Prehistoric Thai Skeletions. Archaeological Excavations in Thailand Vol. III, Ban Kao. Pt. 2. Munksgaard, Copenhagen.
๔. Sørensen, Per. et al. 1967. The Archaeological Material from the Burials. The Archaeological Excavations in Thailand Vol. II, Ban Kao. Pt. I. Munksgaard, Copenhagen.

ผู้เขียน : ศ. ดร.สุด  แสงวิเชียร  อดีตราชบัณฑิตประเภทวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิชาแพทยศาสตร์  สำนักวิทยาศาสตร์

ที่มา :

 

 
ย้อนกลับ
  หน้าหลัก     |     พจนานุกรม    |     ศัพท์บัญญัติวิชาการ    |     อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย    |     คลังความรู้    |   สิ่งพิมพ์    |     กระดานสนทนา    |     ถาม-ตอบ  
ติดต่อ ราชบัณฑิตยสถาน
สนามเสือป่า เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐   โทรศัพท์ ๐ ๒๓๕๖ ๐๔๖๖-๗๐ อีเมล ripub@royin.go.th
Copy Rights © 2007 The Royal Institute, All Rights Reserved.Developed by TATSolution