Thai language English Language
Untitled Document  ราชบัณฑิตยสถานขอเชิญชมรายการ "สายตรวจภาษา" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๔๕-๑๑.๔๗ น. เริ่มออกอากาศวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖   
ข้อมูลหน่วยงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวการจัดซื้อจัดจ้าง
สรุปผลการสัมมนา ฯลฯ
ข้อมูลข่าวสารทางราชการ
คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)
E-Book
ติดต่อเรา  
สมุดเยี่ยม  
รวมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ  
การทับศัพท์
การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน
การอ่านตัวเลขต่าง ๆ
การอ่านเครื่องหมาย
การอ่านคำวิสามานยนาม
เครื่องหมายวรรคตอน
การเว้นวรรค
การเขียนคำย่อ
ชื่อจังหวัด เขต อำเภอ
ชื่อทะเล
ชื่อธาตุ
ชื่อประเทศ/เมืองหลวง
ลักษณนาม
ราชาศัพท์
รับข่าวสาร ยกเลิก
รับข่าวสาร ยกเลิก
 

 
  แพนรก The Raft of the Medusa
 

แพนรก The Raft of the Medusa

          เมื่อข่าวการอับปางของเรือ Medusa ปรากฏในหนังสือพิมพ์ Journal des Debats เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายนปี ๒๓๕๙ ประชาชนชาวฝรั่งเศสต่างก็รู้สึกตระหนกตกใจและตื่นเต้นมาก การสอบสวนค้นหาสาเหตุการสูญเสียเรือและชีวิตของผู้โดยสารเป็นร้อย ได้ทำให้คนฝรั่งเศสยุคนั้นติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือน เพราะจากคน ๑๕๐ คนที่ลงแพมีเพียง ๑๐ คนเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตกลับมารายงานเหตุการณ์หายนะที่เกิดขึ้นได้ เรื่องเล่าของผู้อยู่ในสถานการณ์ได้ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ จนรัฐบาลฝรั่งเศสต้องออกคำสั่งห้ามหนังสือพิมพ์ลงข่าว แต่ฝ่ายค้านก็ได้เปิดเผยรายละเอียดของอุบัติเหตุครั้งนั้น จนทำให้รัฐมนตรีกลาโหม และผู้เกี่ยวข้องจำนวนนับ ๒๐๐ คน ต้องถูกไล่ออกจากราชการ

          เหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งความหายนะทางทะเลครั้งนั้น ได้ชักนำให้ Theodore Gericault วาดภาพแพนรก (The Raft of the Medusa) ในปี ๒๓๖๒ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ Bourbons กำลังครองฝรั่งเศส และมีความต้องการงานศิลปะใหม่เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่อลังการของประเทศ จิตรกรส่วนใหญ่ได้วาดภาพของกษัตริย์ พระนักบวช และแม่ทัพผู้เคยมีบทบาทในการทำให้ฝรั่งเศสเป็นชาติมหาอำนาจ แต่ Gericault กลับวาดภาพปุถุชนคนธรรมดาที่กำลังเผชิญภัยมรณะ ซึ่งไม่ได้ทำให้ประชาชนฝรั่งเศสส่วนใหญ่รู้สึกภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย ภาพนี้จึงถูกรัฐบาลฝรั่งเศสสั่งห้ามนำออกแสดง แต่เมื่อ Gericault นำภาพแพนรกของเขาออกแสดงที่อังกฤษ คนอังกฤษกลับชื่นชมโสมนัสในความหมาย ความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ของภาพมาก จนได้ยกย่องให้ภาพแพนรกของ Gericault นี้เป็นภาพวาดที่สำคัญที่สุดภาพหนึ่งของโลก

          ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๕๙ เรือรบ Medusa ได้ออกเดินทางจากฝรั่งเศสเพื่อไปยังเมืองหลวง Saint-Louis ของ Senagal ในแอฟริกาตะวันตก บุคคลหนึ่งในบรรดาผู้โดยสารของเรือลำนี้คือผู้สำเร็จราชการประจำ Senagal ชื่อ Julien Schmaltz และผู้โดยสารคนอื่น ๆ อีกประมาณ ๔๐๐ คน ซึ่งมีอาชีพเป็นทหารและนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

          ความผิดพลาดได้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง เพราะแทนที่เรือ Medusa จะเดินทางพร้อมกับเรือคุ้มกันภัยอีก ๓ ลำ เรือได้เดินทางไปแต่เพียงลำพัง โดยมี Hugues Du Roy de Chaumareys เป็นกัปตันเรือผู้ไร้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเดินเรือหรือการบริหารจัดการ ความหยิ่งยโสที่ไม่ยอมฟังความคิดเห็นใครของกัปตัน ได้นำเรือเกยหินโสโครกและอับปางลงในวันที่ ๒ สิงหาคม ในทะเลระหว่างเกาะ Canaries และ Cap Verde กัปตันจึงได้ออกคำสั่งทิ้งเรือ การมีเรือชูชีพเล็ก ๆ เพียง ๖ ลำ ได้ทำให้ผู้โดยสารหลายคนไม่พอใจ จึงเกิดการต่อสู้แย่งชิงที่นั่งบนเรือชูชีพกัน บรรยากาศการเห็นแก่ตัวทำให้เกิดวิสามัญฆาตกรรมบนเรืออย่างดุเดือด

          จนในที่สุด ผู้โดยสารชาย ๑๔๙ คน และหญิงเพียงคนเดียวก็ถูกบังคับให้ขึ้นแพที่ถูกสร้างขึ้นอย่างกะทันหัน กัปตันเรือได้ให้สัญญาสุภาพบุรุษกับคนบนแพว่า เรือชูชีพของเขาจะลากจูงแพ จนกระทั่งทุกคนถึงฝั่งอย่างปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง ๒ ชั่วโมง เชือกที่ใช้โยงระหว่างเรือชูชีพกับแพก็ถูกตัด และเรือก็ได้ลอยห่างออกไป ๆ ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของคนบนแพ ซึ่งมี ๑๕๐ คนที่ตกค้าง ที่ต้องต่อสู้กับมัจจุราช และต่อสู้กันเองเพื่อการอยู่รอดเมื่อน้ำจืดที่เป็นเสบียงบนแพหมดลงในวันแรก และเพราะเหตุว่าแพมีขนาด ๘ x ๑๕ เมตร ซึ่งนับว่าใหญ่เพียงพอสำหรับคนโดยสาร ๑๕๐ คน แต่บริเวณขอบแพนั้นติดน้ำ ดังนั้น บริเวณนี้จึงเป็นอันตรายสำหรับการยืน นั่ง คนเหล่านี้จึงได้พยายามขยับเลื่อนเข้าสู่บริเวณกลางแพ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด แต่นั่นเป็นที่ของแพทย์ประจำแพชื่อ Henri Savigny และผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ชื่อ Alexandre Correard ซึ่งมีหน้าที่รักษาคนป่วย และช่วยดูทิศการเดินทางตามลำดับ การมีปืนเป็นอาวุธคู่กายของคนทั้งสอง ในขณะที่คนอื่น ๆ ไม่มีอาวุธใด ๆ ทำให้ความพยายามในการยึดตำแหน่งกลางของแพใด ๆ ไร้ผล และในที่สุดคนโดยสารที่นั่งอยู่บริเวณขอบแพ ๒๐ คน ก็ได้จมน้ำตายในคืนแรกนั้นเอง

          ในวันต่อมา เหตุการณ์แย่งที่ยืนบนแพก็ได้อุบัติอีก เมื่อคนที่เมาเหล้าองุ่นหลายคนกลัวตายได้ขู่จะทำลายแพ แต่ก็ถูก Savigny และ Correard ใช้ปืนปลิดชีพอีก ๖๕ คน

          การกำจัดผู้โดยสารไปได้ร่วมร้อยคนทำให้แพมีที่ว่างสำหรับทุกคนมากขึ้น และมีอาหารสำหรับการบริโภคมากขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไป ความทารุณโหดร้ายของทะเลได้ทำให้ผู้โดยสารหลายคนเสียชีวิตลงอีก และเมื่อเวลาผ่านไป ๑ สัปดาห์ ผู้โดยสารแพก็มีเหลืออยู่เพียง ๒๘ คน กระนั้น คนบางคนบนแพก็คิดว่า จำนวนคนยังมากเกินไป ดังนั้น จึงคิดหาวิธีกำจัดอีก เพราะ ๑๓ คน ใน ๒๘ คนเหล่านั้น บาดเจ็บและมีบาดแผลตามตัว ดังนั้น คน ๑๕ คนที่เหลือ ซึ่งมีสุขภาพกายดี จึงได้ตัดสินใจอย่างเป็น "ธรรม" ผลักคน ๑๓ คน บาดเจ็บลงทะเลอย่างเลือดเย็น

          สำหรับเรื่องการบำบัดภาวะกระหายน้ำนั้น ชาวแพได้ใช้วิธีดื่มน้ำปัสสาวะแทน และสำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารการกิน มนุษย์เดนตายเหล่านั้นได้ใช้วิธีบริโภคซากศพเป็นการประทังความหิว ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกคนหลายคนปฏิเสธวิธีการที่ป่าเถื่อนนี้ แต่เมื่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าคุณธรรมและประเพณีใด ๆ คนที่จะมีชีวิตอยู่ต่อจึงต้องกินเนื้อคนที่เสียชีวิตเป็นอาหาร Savigny ในฐานะที่เป็นแพทย์ประจำแพได้เสนอแนะให้ตัดเนื้อคนตายออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อนำไปตากแห้งฆ่าเชื้อโรคก่อนบริโภค เพราะว่าการกินซากศพเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมยุโรปยุคนั้น Gericault จึงวาดภาพแสดงเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เป็นภาพของชายชราที่มีเด็กหนุ่มเปลือยกายตายในตักแทน

          เมื่อเวลาผ่านไป ๑๓ วัน ชาวแพที่ยังรอดชีวิตได้เห็นเรือลำเล็ก ๆ ปรากฏเป็นจุดที่ขอบฟ้า แต่เพราะตัวแพสูงพ้นน้ำไม่มาก ดังนั้น โอกาสที่คนบนเรือจะเห็นแพจึงมีน้อย ผู้คนบนแพจึงได้นำถังเหล้าองุ่นมาสุมสูงกลางแพ แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าผูกติดที่ปลายเสาสูง เพื่อให้เป็นที่สังเกตเห็น

           Gericault ก็ได้วาดภาพเหตุการณ์นี้ (กล่าวไว้ในตอนแรกฉบับวันที่ ๕ มี.ค. ๔๖) โดยให้คนนิโกรผิวดำชื่อ Jean Charles ผู้มีหน้าที่โยนศพคนตายลงทะเล ยืนโบกผ้าเช็ดหน้า ณ ตำแหน่งสูงสุดของแพ เมื่อกัปตันเรือ Augus เห็นมนุษย์เดนตายเหล่านี้ จึงได้รับทุกคนขึ้นเรือนำสู่ฝั่งที่เมือง St. Louis ใน Senagal อย่างปลอดภัย แต่ความทุกข์ทรมานในทะเลก็ได้สังหารคนอีก ๕ คน จนในที่สุดเหลือคนที่รอดชีวิตเพียง ๑๐ คน และ ๒ คน ในกลุ่มนั้นคือ Savigny และ Correard

          ก่อนจะลงมือวาดภาพคลาสสิกนี้ Gericault ได้วิเคราะห์เนื้อเรื่องที่เขาจะวาดโดยได้เดินทางไปสัมภาษณ์ทั้ง Savigny และ Correard ได้สร้างแพจำลองขึ้น เพื่อช่วยให้เขาได้ภาพที่สมจริง เพราะเหตุว่าภาพมีขนาดใหญ่มากคือ ๔.๙๑ x ๗.๑๖ เมตร ความมโหฬารเช่นนี้ทำให้เขาต้องหาห้องวาดใหม่ที่กว้างใหญ่กว่าธรรมดา และเขาได้ห้องที่ต้องการซึ่งอยู่ใกล้โรงพยาบาลที่มีศพคนตายและคนบาดเจ็บให้ดูมากมาย ซึ่งเขาก็ได้นำศพคนเหล่านั้นกลับห้องวาดเพื่อศึกษาดูศพขณะเน่า และใช้ข้อมูลที่ได้ในการวาดภาพให้ดูสมจริง

          ถึงแม้รายงานของ Correard และ Savigny ได้กล่าวว่า ผิวหนังของผู้คนบนแพเป็นผื่นแดงเพราะถูกแดดแผดเผา และเนื้อตัวมีรอยแผลแตกเพราะถูกโบยด้วยแส้ แต่ Gericault มิได้แสดงบาดแผลเหล่านี้ในภาพที่เขาวาดเลย และถึงแม้รายงานจะกล่าวว่า ผมเผ้าของผู้โดยสารบนเรือรุงรังเพราะปราศจากการดูแล แต่ผมของคนในภาพดูเรียบร้อย ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ วันที่ชาวแพเห็นเรือ Augus นั้น เป็นวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๕๙ ซึ่งเป็นวันฟ้าใสและทะเลสงบ แต่ภาพของ Gericault กลับแสดงฟ้าที่มีเมฆหนาแน่น และทะเลกำลังมีคลื่นแรง ทั้งนี้ก็เพราะ Gericault ต้องการสร้างบรรยากาศของภาพให้ดูระทึกใจและน่ากลัวนั่นเอง

          ประเด็นที่น่าสังเกตอีกประเด็นหนึ่งของภาพนี้ก็คือพื้นที่ภาพส่วนใหญ่แสดงแพและผู้คน หาได้แสดงภาพของทะเลที่กำลังบ้าคลั่งไม่ ภาพนี้จึงแตกต่างจากภาพของจิตรกรคนอื่น ๆ ที่เวลาวาดทะเลก็มักอุทิศพื้นที่ส่วนใหญ่ให้กับน้ำ ส่วนภาพของคนและแพนั้น ก็มักให้พื้นที่แสดงน้อย การวาดแพและคนเกือบเต็มรูปของ Gericault จึงทำให้คนดูภาพมีความรู้สึกเหมือนกับสามารถก้าวย่างขึ้นยืนบนแพได้เลย หากต้องการการจัดตำแหน่งยืนของคนบนแพก็น่าสนใจ เพราะ Gericault ได้วางตัวคนในลักษณะของพีระมิด

          เมื่อภาพแพนรกถูกนำออกแสดงในกรุงปารีสเป็นครั้งแรก คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เข้าชมได้ทำให้ Gericault วาดศพเพิ่มขึ้นอีกสองศพคือ ที่บริเวณล่างซ้ายและล่างขวาของภาพ

          ภาพวาดเชิงประวัติศาสตร์นี้ได้รับการกล่าวขวัญมากทั้งในทางบวกและทางลบ คนหลายคนคิดว่า ภาพนี้เน้นการทำลายสถาบันทหารและชาติ หลายคนคิดว่า Gericault ต้องการประณามกระบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวงของฝรั่งเศส ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ แต่นักประวัติศาสตร์ในยุคนั้นรู้ดีว่า ในช่วงเวลาที่ Gericault วาดภาพแพนรกนั้นชีวิตของเขาปั่นป่วนมาก เพราะสตรีที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยเป็นภรรยาของลุงเขา และเมื่อสตรีตั้งครรภ์ลูกที่คลอดได้ถูกมอบให้บุคคลอื่นเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเพราะ Gericault ในวัย ๒๗ ปี มิสามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ อีกทั้งมีความรู้สึกทนทุกข์ทรมานกับการละเมิดศีลข้อสาม เขาจึงพยายามหลบหนีความว้าวุ่นด้วยการวาดภาพ The Raft of the Medusa อย่างเงียบ ๆ โดยทอดทิ้งภรรยานอกกฎหมายให้สู้โลกตามยถากรรม เช่นเดียวกับที่กัปตันเรือ Medusa ทอดทิ้งลูกเรือตน

          การวาดภาพที่ใช้เวลานาน ๑๘ เดือน ได้ทำให้เขาคลุ้มคลั่ง เมื่องานวาดภาพเสร็จสิ้น เขาได้พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง โดยขี่ม้าเล่นด้วยความเร็วสูง และได้ตกม้าตายในปี ๒๓๖๗ ขณะมีอายุเพียง ๓๒ ปีเท่านั้นเอง

          ในวารสาร History Today ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ C. Riding ได้รายงานว่า เมื่อสังคมฝรั่งเศสต่อต้าน Gericault ได้นำภาพไปแสดงในอังกฤษที่ Egyptian Hall บริเวณ Pica dilly ในปี ๒๓๖๓ บรรดาคนอังกฤษแทบทุกคนที่เข้ามาชมภาพ มิได้เห็นแม้แต่น้อยว่า ภาพแพนรกมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองใด ๆ คนหลายคนคิดว่า มันเป็นภาพวาดที่ยิ่งใหญ่ภาพหนึ่งของโลกด้วยซ้ำไป

          ทั้งนี้ เพราะภาพแพนรกแสดงเหตุการณ์ ขณะคนบนแพเห็นเรือ Augus ที่ขอบฟ้า ในขณะที่แพของตนกำลังจะแตกสลาย ภาพจึงแสดงความหวัง ความทุกข์ การเห็นแก่ตัว และความพยายามที่จะต่อสู้เอาตัวรอด โดยไร้จริยธรรมใด ๆ ของมนุษย์พร้อมกัน

          ความจริงเหตุการณ์อับปางของเรือ Medusa มิได้เป็นความหายนะระดับธรรมดา เพราะเมื่อ Savigny เดินทางกลับถึงฝรั่งเศส รายงานการเดินทางของเขาได้ทำให้การอับปางของเรือเป็นเรื่องน่าอับอายอัปยศแห่งชาติ ผู้คนในวงการรัฐบาลได้พยายามระงับข่าวอื้อฉาวโดยได้จำคุกกัปตันเรือ de Chaumareys ที่ทอดทิ้ง ผู้คนในแพข่าวการสังหารคนและกินคน ก็เป็นเรื่องที่อุบาทว์ชั่วช้ามาก เพราะแสดงความป่าเถื่อนและโหดเหี้ยม การได้ยินได้ฟังจากรายงานเท่านั้นยังไม่พอการได้เห็นภาพเสริมทับลงไปอีก จึงมีผลทำให้เหตุการณ์นี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในฝรั่งเศสในสมัยนั้น

          ส่วนชาวอังกฤษเองมีความภูมิใจราชนาวีของตนที่ได้พิชิต Napoleon ที่ Waterloo การได้เห็นการไร้สมรรถภาพของกัปตันเรือ Medusa การเห็นแก่ตัวและเห็นแก่ได้ของคนฝรั่งเศส (บนแพ) ได้ทำให้คนอังกฤษรู้ว่านี่คือ การตกต่ำของชาติฝรั่งเศสอย่างที่สุด และการที่ Gericault วาดภาพทาสผิวดำอยู่กลางภาพ ในขณะที่ทหารและคนธรรมดาผิวขาวอยู่รายรอบ แสดงให้เห็นการต่อต้านการค้าทาสของ Gericault ซึ่งสอดคล้องกับการห้ามค้าทาสของอังกฤษในสมัยนั้นพอดี

          ภาพแพนรกจึงได้ทำให้มวลชนอังกฤษหันมาสนใจและสงสารเพื่อนมนุษย์ที่เดินทางในทะเลมากขึ้น และทำให้ทุกคนรู้ว่าการเดินทางในทะเลนั้นมีอันตราย รายงานของ Savigny และ Correard ได้ปลุกใจให้คนอังกฤษรักชาติของตนมากยิ่งขึ้น และได้แสดงให้คนอังกฤษเห็นการไร้วินัยของคนชาติอื่น

          Riding ยังได้รายงานอีกว่า ในเวลาเดียวกับที่ Medusa อับปางลงนั้น เรือ Alceste ของอังกฤษ ก็ได้อับปางลงเช่นกันที่เกาะ Bangka ในอินโดนีเซีย แต่ทูตอังกฤษและข้าราชการอังกฤษบนเรือได้ต่อแพลำเลียงทุกคนจนถึงฝั่งอย่างปลอดภัยทั้ง ๆ ที่ถูกสลัดมลายูโจมตีหลายครั้งทั้งนี้เพราะคนอังกฤษมีวินัย มีความกล้าหาญและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้คนฝรั่งเศสไม่มี ดังนั้น ถึงแม้คนบนแพจะหิว แต่ทุกคนก็ยอมตายมากกว่าที่จะฆ่าเพื่อนและกินศพเพื่อน และถ้าที่สุดถึงที่สุดการจมน้ำตายอย่างรวดเร็ว ก็ดีกว่าการนอนตายอย่างช้า ๆ ในแพ คำถามจึงมีว่า ถ้ามีคนอังกฤษบนเรือ Medusa ลำนั้นเหตุการณ์อัปรีย์ทั้งหลายแหล่จะเกิดขึ้นหรือไม่

          ณ วันนี้ ภาพสำเนา The Raft of the Medusa ที่เหมือนต้นฉบับทุกประการ กำลังเปิดแสดงที่ Tate Gallery ในลอนดอน และจะวางแสดงถึงกลางเดือนพฤษภาคม จากนั้นก็จะย้ายไปแสดงต่อที่อเมริกา เราหลายคนคงไม่มีโอกาสได้ไปดู แต่ก็ฝันไปดูได้แน่นอน

ผู้เขียน ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิทยาศาสตร์

 
ย้อนกลับ
  หน้าหลัก     |     พจนานุกรม    |     ศัพท์บัญญัติวิชาการ    |     อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย    |     คลังความรู้    |   สิ่งพิมพ์    |     กระดานสนทนา    |     ถาม-ตอบ  
ติดต่อ ราชบัณฑิตยสถาน
สนามเสือป่า เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐   โทรศัพท์ ๐ ๒๓๕๖ ๐๔๖๖-๗๐ อีเมล ripub@royin.go.th
Copy Rights © 2007 The Royal Institute, All Rights Reserved.Developed by TATSolution