Thai language English Language
Untitled Document  ราชบัณฑิตยสถานขอเชิญชมรายการ "สายตรวจภาษา" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๔๕-๑๑.๔๗ น. เริ่มออกอากาศวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖   
ข้อมูลหน่วยงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวการจัดซื้อจัดจ้าง
สรุปผลการสัมมนา ฯลฯ
ข้อมูลข่าวสารทางราชการ
คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)
E-Book
ติดต่อเรา  
สมุดเยี่ยม  
รวมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ  
การทับศัพท์
การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน
การอ่านตัวเลขต่าง ๆ
การอ่านเครื่องหมาย
การอ่านคำวิสามานยนาม
เครื่องหมายวรรคตอน
การเว้นวรรค
การเขียนคำย่อ
ชื่อจังหวัด เขต อำเภอ
ชื่อทะเล
ชื่อธาตุ
ชื่อประเทศ/เมืองหลวง
ลักษณนาม
ราชาศัพท์
รับข่าวสาร ยกเลิก
ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ



เว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ข้อแนะนำการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน





 

Log in เพื่อแสดงความคิดเห็น    สั่งพิมพ์หน้านี้ 
 กัณฑ์มัทรี : พฤติกรรมที่ยังเป็นปริศนา
 
จากกระทู้เกี่ยวกับกัณฑ์มัทรีมาถึงพฤติกรรมของพระเวสสันดรที่เคยถามไว้ว่า

เทวดาแปลงเป็นราชสีห์และเสือมาขวางทางพระนางมัทรีไว้ จากความว่า
?... ส่วนเทพยเจ้าจอมสากล จึ่งมีเทวยุบลบังคับ แก่เทพอันดับทั้งสามองค์ อันทรงมหิทธิฤทธิศักดาว่า ท่านเอ่ยจงนิรมิตบิดเบือนกายกลายอินทรีย์ เป็นพยัคฆราชสีห์สองเสือสามสัตว์ สกัดหน้านางพระยามัทรีไว้ ...? (หน้า ๒๓๒)
พฤติกรรมของเทวดาควรกระทำอย่างนั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
แม้ยังไม่มีความคิดเห็นตอบให้ทราบ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องบังคับคาดคั้นให้มีคำตอบแต่อย่างใด

เมื่ออ่านต่อก็เกิดคำถามอีกว่า
กรณีเมื่อพระนางมัทรีกลับมาถึงอาศรมกราบทูลถามพระเวสสันดรถึงพระชาลีกัณหา แต่พระเวสสันดรบริภาษพระนางมัทรีโดยอ้างเอาเหตุว่า ?จำจะเอาโวหารการหึงเข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง?(หน้า ๒๔๒)

การกระทำดังกล่าวของพระเวสสันดรควรหรือไม่ มีเหตุผลใด

ผมอ่านไปคิดสงสัยไปตามประสาอยากรู้เท่านั้น เพียงสงสัยพฤติกรรม ไม่ใช่ตำหนิบุคคลนะครับ



By : พีร์ บีพีเค    วันที่ 2 ก.ค 2555 , 10:48 น.     

ความคิดเห็นที่ 1  วันที่ 3 ก.ค 2555 , 07:13 น.
 
-ก่อนหาคำตอบคลายสงสัย คิดถึงกระทู้ที่เกี่ยวกับกัณฑ์มัทรี ตั้งแต่วันที่ ๑๑, ๑๕ มิ.ย.๒๕๕๕ ว่า กัณฑ์ที่เท่าใด ใครแต่ง แง่คิด เรื่องย่อ เป็นคำถามที่ควรทราบ เพราะเป็นส่วนประกอบของการอ่านวรรณคดี อย่างน้อยก็ได้รู้จักส่วนต่างๆเป็นเบื้องต้น

-ผมไม่ได้คิดซับซ้อนลึกซึ้งแต่อย่างใด เพียงคิดว่าหากมีเจตนาดี ปัจจัยต่างๆที่ช่วยส่งเสริมการทำความดีให้บรรลุผล ก็ควรเป็นการช่วยเสริมส่งกันด้วยวิธีการที่ถูกต้องดีงาม เมื่อมีเจตนาดี การกระทำก็ควรดีด้วย

-เทวดาแปลงเป็นราชสีห์และเสือขวางทางไว้เพื่อถ่วงเวลา แม้เป็นเจตนาดี แต่การกระทำและผลขณะนั้น ทำให้พระนางมัทรีเป็นกังวลทุกข์ใจ จึงเป็นวิธีที่ไม่ควร

-พระเวสสันดรบริภาษพระนางมัทรีให้สะเทือนใจ โดยหวังจะให้พระนางคลายเศร้าโศกที่ไม่พบพระชาลี-กัณหา แม้เจตนาดีแต่วิธีการก็เป็นการกระทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย เจ็บช้ำน้ำใจ เสมือนซ้ำเติมให้ เป็นทุกข์ โศกเศร้ามากยิ่งขึ้น ไม่ควรเช่นกัน

-จากพฤติกรรมดังกล่าว ถ้าไม่ควร แล้วอย่างไรจึงควร อยากทราบก็ต้องว่ากันต่อ ตามเหตุผลของแต่ละท่านต่อไปนะครับ

By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 2  วันที่ 3 ก.ค 2555 , 12:19 น.
 
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกนั้นท่านรจนาตามความในพระไตรปิฎกและอรรถกถา เพราะฉะนั้น ถ้าสืบสาวเข้าไปหาต้นฉบับเดิม บางทีจะมีเค้าคำตอบให้เห็นบ้าง

ขออนุญาตนำเข้าไปดูต้นฉบับครับ

คัมภีร์ชาตกัฏฐกถา (อรรถกถาชาดก) ภาค ๑๐ หน้า ๕๓๓ (ฉบับภาษาบาลี) มีข้อความตอนเริ่ม มทฺทิปพฺพํ (กัณฑ์มัทรี) ซึ่งในร่ายยาวกัณฑ์มัทรียกไปเป็นจุณณียบท ตั้งแต่ ยํ ปน รญฺญา .. จนถึง มหนฺตํ ทุกฺขํ อนุภเวยฺยาติ (ท่านที่มีต้นฉบับร่ายยาว กรุณาตรวจตามไปดู)
ข้อความนี้แปลเป็นภาษาไทยได้ความดังต่อไปนี้

หมู่เทพยดาอันสถิตอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ เป็นประหนึ่งมีหทัยจะภินทนาการด้วยเหตุอันได้ยินเสียงพิลาปรำพันแห่งพระชาลีราชกุมารและพระกัณหาชินาราชกุมารีที่ชูชกพราหมณ์นำไป ต่างปรึกษากันว่า ถ้าพระนางมัทรีเสด็จกลับถึงอาศรมสถานแต่ยังวัน ครั้นไม่เห็นพระโอรสธิดาในอาศรม ก็จะทูลถามพระเวสสันดร ทรงทราบว่าพระราชทานแก่พราหมณ์ชูชกไปแล้ว จะพึงเสด็จแล่นตามไปด้วยความเสน่หาเป็นกำลัง ก็จะพึงเสวยมหันตทุกข์
(จบคำแปล)

ความตรงนี้คือต้นเหตุ หรือตัวเหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้เทพยดาต้องนฤมิตเป็นสามสัตว์ไปสกัดหน้าพระนางไว้
เมื่อสาเหตุเป็นเช่นนี้ แล้ววัตถุประสงค์หรือผลที่ต้องการคืออะไร ?
ขบประเด็นตรงนี้ให้แตกก็จะเห็นคำตอบ ทะลุไปจนถึงปัญหาที่ยกเป็นกระทู้ว่า ?พฤติกรรมที่ยังเป็นปริศนา? และ ?เทวดาควรกระทำอย่างนั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด?

เทวดาแปลงเป็นสามสัตว์ไปสกัดหน้านั้นเป็น ?ปฏิบัติการถ่วงเวลา? ตรงนี้เราเข้าใจตรงกัน
แต่ - ถ่วงเวลาทำไม เป้าหมายของการถ่วงเวลาอยู่ที่ไหน จุดนี้ยังมองต่างมุมกันอยู่

เท่าที่ฟังนักวิจารณ์พูดกัน ก็ว่า เพื่อช่วยให้พระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารได้โดยสะดวก เพราะถ้าพระนางมัทรีกลับถึงอาศรมตามเวลา พระเวสสันดรก็จะบำเพ็ญปุตตทานบารมีไม่สำเร็จ แม่ที่ไหนจะยอมให้ลูกแก่คนอื่นไปง่ายๆ (นอกจากแม่ที่ไม่ปกติ)

เพราะแนวคิดอย่างนี้เองจึงเป็นเหตุให้ต้องตั้งข้อสงสัยว่า ?เทวดาควรกระทำอย่างนั้นหรือไม่? (คือเทวดามาสนับสนุนให้พรากลูกพรากแม่กันทำไมด้วย)

แต่ดูให้ดี จะเห็นว่า เรื่องที่พระนางจะไม่ยอมให้ลูกเป็นทานนั้น เป็นประเด็นที่ชูชกยกขึ้นพิจารณาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่แรกมาถึง คือ ?ถ้าแม่เขาอยู่ เอาลูกเขาไม่ได้ รอให้แม่เขาไป จึงจะได้ลูกเขามา?
ชูชกจึงยับยั้งอยู่จนรุ่งเช้า รอให้พระนางออกไปหาผลไม้แล้วจึงเข้าไปขอสองกุมาร

ก็เมื่อชูชกเห็นปัญหาตั้งแต่ต้นอย่างนี้แล้ว ถามว่าตะแกจะมัวตะบอยสนทนาธรรมกับพระเวสสันดรอยู่จนถึงเวลาพระนางมัทรีกลับกระนั้นหรือ
เพราะฉะนั้นแกจะต้องปฏิบัติการขอให้สำเร็จโดยฉับพลัน แล้วรีบเผ่นไปให้ไกลที่สุด
เรื่องอย่างนี้ปัญญาระดับชูชกก็จัดการได้ ไม่ต้องอาศัยมือเทวดาช่วยหรอก

เพราะฉะนั้น ที่ว่า เทวดาขัดขวางไม่ให้พระนางมัทรีกลับมาทันเวลา เพราะต้องการจะช่วยให้พระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารได้โดยสะดวก จึงไม่ใช่วัตถุประสงค์ของปฏิบัติถ่วงเวลาครั้งนี้แต่ประการใดเลย
ยิ่งดูในต้นฉบับบาลีอรรถกถาด้วยแล้ว ท่านไม่ได้เอ่ยถึงความมุ่งหมายอย่างที่ว่านี้เลย
ความมุ่งหมายที่แท้จริงของปฏิบัติถ่วงเวลา ท่านก็บอกไว้ชัดแล้วในต้นฉบับที่ยกมาเป็นจุณณียบทต้นกัณฑ์นั่นเอง แต่ความในร่ายยาวท่านมองผ่านๆ ไม่ได้มองลึก

ขอให้ถอยไปอ่านร่ายยาวถัดขึ้นไปอีกแหล่หนึ่ง ท้ายแหล่ มีความว่า
?.. จึงปรารภว่าชาวเราเอ๋ยจะคิดไฉนดี ถ้าแม้นสมเด็จพระมัทรีเธอกลับเข้ามาแต่กาลยังวันมิทันเย็น อทิสฺวา เมื่อท้าวเธอมิได้เห็นพระเจ้าลูกก็จะทูลถาม ครั้นแจ้งว่าพราหมณ์มันพาไป นางก็จะอาลัยโลดแล่นไปตามติดไม่คิดตาย มหนฺตํ ทุกฺขํ คิดไปแล้วใจหายเห็นน่าน้ำตาตก โอ้อกมัทรีเอ๋ย จะเสวยพระทุกข์แทบชีวิตจะปลิดปลง ด้วยพระลูกรักทั้งสององค์นี้แล้วแล? (ฉบับกรมการศาสนา หน้า ๒๐๘)

อันที่จริง ความก็เท่ากันกับฉบับบาลีที่แปลไว้ข้างต้นโน้น เพียงแต่ว่าถ้ามองให้ลึกจะเห็นเจตนาที่ชัดเจน

อย่าลืมว่า ตอนที่เริ่มปฏิบัติการถ่วงเวลานั้น พระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารไปเรียบร้อยแล้ว (ย้ำให้แน่ใจว่าการกระทำของเทวดาไม่ใช่เพื่อช่วยให้ชูชกขอสองกุมารได้สำเร็จ) เทวดาคาดการณ์ว่า ถ้าพระนางกลับถึงอาศรมตามเวลา ก็คือ ?แต่กาลยังวันมิทันเย็น? อะไรจะเกิดขึ้น
สิ่งที่จะเกิดก็คือ พระนางจะต้องตามชูชกไปเพื่อเอาลูกคืน
ที่ตามไปได้ก็เพราะ ?กาลยังวันมิทันเย็น? (ภาษาบาลีว่า สกาลสฺเสว แปลว่า ?ขณะที่เป็นไปกับด้วยกาล?) หมายความว่า ยังมีเวลาที่จะตามไปทัน
เมื่อยังมีเวลา หรือยังทันเวลา แม่ที่ไหนบ้างจะไม่ตามไป
แต่ถ้าตามไป ก็ตาย เพราะสารพัดอันตรายในป่าหิมพานต์
ทางคุ้นที่เคยไปมาหาผลไม้ประจำวัน ยังต้องอาศัยแสงจันทร์นำทางกลับอาศรม
แต่ทางที่ชูชกพาสองกุมารไปเป็นทางที่ไม่คุ้นอย่างยิ่ง
จากอาศรมจนถึงประตูป่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว ไม่รอดแน่
แต่จะห้ามไม่ให้พระนางตามไปได้หรือ
แรงรักแรงหวงแรงห่วง ห้ามยาก ถ้ายังมีทางเปิดให้ออกได้ ต้องออกแน่

วิธีที่จะทำให้ออกไม่ได้ก็คือตัดไฟแต่หัวลม
คือทำให้กลับมาถึงอาศรมเอาเมื่อ ?หมดเวลาตาม?
เมื่อช่องทางไม่มี แรงรักแรงห่วงก็ย่อมจะผ่อนลง
ขอให้นึกถึงกรณีคนที่วิ่งมาเหนื่อยสุดๆ อยากจะกินน้ำ คนแต่ก่อนเขาตักน้ำให้กิน แต่จะบอกว่าค่อยๆ กิน คนกำลังอยากจัด ไม่ฟังหรอกครับ
แต่ถ้าให้ดื่มอั้กๆ มีหวังลมตีกลับ หายใจไม่ทัน ตายเอาง่ายๆ
เขาจึงเอาเศษใบไม้โรยลงไปในน้ำด้วย เป็นการชลอให้ดื่มได้ทีละนิดละหน่อยเพราะเศษใบไม้จะเข้าปาก ขณะนั้นอาการเหนื่อยหอบก็ค่อยๆ ลดลง จนสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ

เอาเศษใบไม้ใส่น้ำ ดูเหมือนแกล้งกัน แต่นั่นคือวิธีช่วยชีวิต
แกล้งมาปิดทาง เหมือนกับหวังร้าย แต่นั่นคือหวังดี

พฤติกรรมของเทวดา ยังมีประเด็นที่ควรนำสืบอีก
แต่วันนี้เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ แห่งปักษ์ จำเลยขอทุเลาศาลสักเพลา
ต้องไปรับประทานเพลก่อนเที่ยง แล้วจะกลับมาให้การต่อ

By : นาวาเอกทองย้อย      

ความคิดเห็นที่ 3  วันที่ 3 ก.ค 2555 , 15:12 น.
 
ผมอ่านไปอมยิ้มไป ได้ทั้งความรู้และแนวคิด ราวกับอยู่ในชั่วโมงสัมมนากระนั้น อ่านแล้วละ วาง ว่าง เว้น ไม่ได้ จึงต้องต่อเนื่องจนจบอย่างเพลิดเพลิน รู้ได้โดยไม่ต้องอิงทฤษฎีว่านี่ คือ ความอธิบายจรรโลงใจเป็นเช่นนี้เอง

ผมแทรกขัดตอนเข้ามา เพื่อได้ทราบว่าเรื่องชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง ในหัวแว่บโน่นแว่บนี่ขึ้นมาโขอยู่ แต่ขอรอคำให้การต่อ เพื่อความสมบูรณ์ของการนำสืบพยานก่อนครับ


By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 4  วันที่ 3 ก.ค 2555 , 21:49 น.
 
ขอปลงอาบัติก่อนครับ
ผมพิมพ์คำว่า -ปฏิบัติการถ่วงเวลา- เป็น -ปฏิบัติถ่วงเวลา- (ตก -การ-) ไป ๒ แห่ง
คือข้อความในช่วงเว้นบรรทัดที่ ๑๑ (ถ้านับไม่ผิดอีก) คือข้อความช่วงที่ขึ้นต้นว่า -เพราะฉะนั้น ที่ว่า ...
อันนี้ถือว่า -พลาด- (เพราะไม่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง)

และพิมพ์คำว่า -ชะลอ- เป็น -ชลอ- (ไม่มีสระ อะ) ตรงข้อความในช่วงที่ ๓ (นับขึ้น)
ชะลอ มีสระ อะ นะครับ ที่ไม่มีนั้น ผิด
อันที่ถือว่า -ผิด- (เพราะทำให้ผู้อ่านที่ไม่ทราบ เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง)

ไม่ว่าจะพลาดหรือผิด ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเอาอย่าง
ขอประทานโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
By : นาวาเอกทองย้อย      

ความคิดเห็นที่ 5  วันที่ 4 ก.ค 2555 , 10:51 น.
 
ขออนุญาตพิเคราะห์พฤติกรรมของเทวดาต่ออีกประเด็นหนึ่งครับ

คือเมื่อตกลงใจปฏิบัติการถ่วงเวลาแล้ว เทวดาผู้สั่งการได้กำชับผู้ปฏิบัติการไปด้วย ๓ เรื่อง
เรื่องอะไรบ้าง ดูต้นฉบับอรรถกถาก่อนครับ
ขอยกคำบาลีมาให้ดูเป็นหลักฐานเพราะภาษาบาลีตอนนี้ไม่มีในร่ายยาว

อถ เต ตโย เทวปุตฺเต ตุมฺเห สีหพยคฺฆทีปิเวเสน
เทวิยา อาคมนมคฺคํ รุมฺหิตฺวา ตาย ยาจิยมานาปิ ยาว
สุริยตฺถงฺคมา มคฺคํ อทตฺวา ยถา จนฺทาโลเกน อสฺสมํ ปวิสติ
เอวมสฺสาปิ สีหาทีหิ อวิเหฐนตฺถาย อารกฺขํ สุสํวิทหิตํ
กเรยฺยาถาติ อาณาเปสุงฯ
(คำสุดท้าย อาณาเปสุง เขียนให้ถูกแบบบาลีต้องมีนิคหิตบน ส และมี สระ อุ ใต้ ส แต่โปรแกรมหน้ากระดานสนทนานี้เขียนไม่ได้ครับ จึงต้องเขียนแบบคำอ่านแทน)

แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ

ลำดับนั้น เหล่าเทพยดาเหล่านั้นจึงบังคับสั่งเทพบุตร ๓ องค์ว่า ท่านทั้งสามจงจำแลงกายเป็นราชสีห์ เป็นเสือโคร่ง เป็นเสือเหลือง กั้นทางเสด็จพระนางมัทรีไว้ แม้พระนางจะวอนไหว้ขอทางก็อย่าให้ จนกว่าอาทิตย์จะอัสดงคต พึงระแวดระวังอารักขาพระนางให้จงดี อย่าให้เสือสีห์สัตว์อื่นเข้ามาเบียดเบียนพระนางได้ ตลอดไปจนกว่าจะเสด็จถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์นั่นแล้ว

คราวนี้ลองเปรียบเทียบกับความในร่ายยาว

?.. ส่วนเทพยเจ้าจอมสากล จึ่งมีเทวยุบลบังคับ แก่เทพยอันดับทั้งสามองค์ อันทรงมหิทธิฤทธิศักดาว่า ท่านจงพากันนิรมิตบิดเบือนกายกลายอินทรีย์ เป็นพญาราชสีห์สองเสือสามสัตว์ สกัดหน้านางพระยามัทรีไว้ ต่อทิพากรคลาไคลคล้อยเห็นดวงพระจันทร์ขึ้นมาอยู่รางๆ ท่านจึงลุกหลีกหนทางให้แก่นางงาม ..? (ฉบับกรมการศาสนา หน้า ๒๐๙)

ความต่อจากนี้ก็บรรยายอิทธิฤทธิของเทวดาที่แปลงกายไปเลย ไม่ได้เอ่ยถึงคำสั่งบังคับที่เทวดาทั้งสามจะต้องปฏิบัติให้สิ้นกระแสความตามต้นฉบับบาลี

ดูคำแปลฉบับบาลี จะเห็น ?คำสั่งลับ-เฉพาะ? ในภารกิจปิดเส้นทางที่เทวดาทั้ง ๓ องค์ จะต้องปฏิบัติ มีดังนี้ -
๑ ไม่ว่าพระนางมัทรีจะขอร้องอย่างไร ห้ามเปิดทางเด็ดขาด
๒ ให้ถ่วงเวลาไว้จนมืด
๓ เมื่อหลีกทางแล้วให้ตามอารักขาพระนางไปจนถึงอาศรม

แต่ในร่ายยาวมีระบุไว้เรื่องเดียว คือ ?ต่อทิพากรคลาไคลคล้อยเห็นดวงพระจันทร์ขึ้นมาอยู่รางๆ ท่านจึงลุกหลีกหนทางให้แก่นางงาม? นี่ก็คือ ให้ถ่วงเวลาไว้จนมืด คำสั่งเดียวเท่านั้นเอง อีก ๒ คำสั่งร่ายยาวไม่ได้เอ่ยถึง

คำสั่งข้อที่ ๑ ที่ว่า ?ไม่ว่าพระนางมัทรีจะขอร้องอย่างไร ห้ามเปิดทางเด็ดขาด? ในร่ายยาวไม่ได้เอ่ยถึงเลย

ตอนที่สามสัตว์จะลุกหลีกทาง ร่ายยาวว่าไว้ดังนี้

?.. ตโย เทวปุตฺตา ส่วนเทพยเจ้าทั้งสามองค์ได้ทรงฟังพระเสาวนีพระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง เห็นพระพักตร์นางนองไปด้วยน้ำพระเนตร เทพยเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ จึงพากันอุฏฐาการคลาไคลให้มรรคาแก่นางพระยามัทรี พอแจ่มแจ้งแสงศรีศศิธร นางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า ..? (ฉบับกรมการศาสนา หน้า ๒๑๒)

กลายเป็นว่า ที่เทวดาหลีกทางให้นั้นเหตุผลสำคัญก็เพราะ ?เห็นพระพักตร์นางนองไปด้วยน้ำพระเนตร เทพยเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ?

ทั้งๆ ที่ในคำสั่ง (ตามฉบับบาลี) ระบุไว้ชัด
เบิกตัวพยานมาให้เห็นกันจะๆ เลย เดี๋ยวจะหาว่าพูดเอาเอง

ตาย ยาจิยมานาปิ ยาว สุริยตฺถงฺคมา มคฺคํ อทตฺวา

แปล word by word ว่า ?ท่านทั้งหลายแม้พระนางนั้นขออยู่ อย่าให้แล้วซึ่งทาง เพียงไรแต่การตกไปแห่งสุริยะ?
(แม้พระนางจะวอนไหว้ขอทางก็อย่าให้ จนกว่าอาทิตย์จะอัสดงคต)

แต่ในร่ายยาวกลายเป็นว่า ที่หลีกทางให้ก็เพราะสงสาร

อ่านตามร่ายยาวตรงคำว่า ?..จึงพากันอุฏฐาการคลาไคลให้มรรคาแก่นางพระยามัทรี พอแจ่มแจ้งแสงศรีศศิธร? เหมือนกับว่า หลีกทางให้ตอนพระอาทิตย์ตก พระจันทร์ขึ้น ก็ทำตามคำสั่งแล้วไงเล่า ผิดตรงไหน ?

อันที่จริงความตรงนี้กำกวมนิดหน่อย คือถ้าอ่านว่า
?ให้มรรคาแก่นางพระยามัทรี พอแจ่มแจ้งแสงศรีศศิธร?
อย่างนี้ก็ทำตรงตามคำสั่ง
แต่ถ้าอ่านว่า
?จึงพากันอุฏฐาการคลาไคลให้มรรคาแก่นางพระยามัทรี? จบวรรคหนึ่ง
?พอแจ่มแจ้งแสงศรีศศิธร นางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า? เป็นอีกวรรคหนึ่ง
อย่างนี้ ก็ไม่ใช่ทำตามคำสั่ง เพราะ ?พอแจ่มแจ้งแสงศรีศศิธร? นั้นเป็นเวลาที่ ?นางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า? หาใช่เวลาที่หลีกทางไม่

ร่ายยาวควรจะเน้นให้ชัดเจนว่า ที่สามสัตว์หลีกทางให้ก็เพราะเห็นว่ามืดค่ำแล้ว ได้เวลาตรงตามที่คำสั่งกำหนด ไม่ใช่ยกเอาความสงสารขึ้นมาเป็นเหตุใหญ่
อย่างนั้น ถ้าเกิดสงสารเอาตอนที่ตะวันยังแจ้งจางปางอยู่จะทำยังไง ?

สรุปว่า
ต้นฉบับบอกว่า ให้หลีกทางเมื่อเห็นว่าค่ำมืดแล้ว (ตามคำสั่ง)
แต่ร่ายยาวบอกว่า หลีกทางเพราะสงสาร (ไม่คำนึงถึงคำสั่ง)

มาถึงคำสั่งข้อที่ ๓ ?ให้ตามอารักขาพระนางไปจนถึงอาศรม?
ข้อนี้ร่ายยาวตัดทิ้งไปเลย จึงเป็นเหตุทำให้ผู้อ่านเข้าในสาระสำคัญไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
และเป็นบทเรียนว่า จะตัดสินอะไร ต้องสืบหาดูหลักฐานให้รอบ ให้ครบถ้วน

ดูต้นฉบับครับ

ยถา จนฺทาโลเกน อสฺสมํ ปวิสติ
เอวมสฺสาปิ สีหาทีหิ อวิเหฐนตฺถาย อารกฺขํ สุสํวิทหิตํ กเรยฺยาถ

แปลคำต่อคำว่า
พระนางเสด็จเข้าสู่อาศรมโดยแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ได้ โดยประการใด
ท่านทั้งหลายพึงกระทำการอารักขาแม้แก่พระนางนั้น โดยประการนั้น ให้เป็นการอารักขาอย่างดีพร้อม เพื่อประโยชน์ที่จะไม่มีการเบียดเบียนจากสัตว์ร้ายทั้งหลายมีราชสีห์เป็นต้น
(พึงระแวดระวังอารักขาพระนางให้จงดี อย่าให้เสือสีห์สัตว์อื่นเข้ามาเบียดเบียนพระนางได้ ตลอดไปจนกว่าจะเสด็จถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์นั่นแล้ว)

อันที่จริงคำสั่งข้อนี้สำคัญที่สุด เป็นพยานปากเอกที่พิสูจน์ว่า ปฏิบัติการถ่วงเวลาของเทวดานั้นกระทำไปเพื่อประโยชน์อย่างสูงสุดของพระนางมัทรีเอง คือปกป้องชีวิต และคำนึงถึงความปลอดภัย อย่างรอบคอบที่สุด

จึงเป็นการตรงกันข้ามกับข้อกล่าวหาที่ว่า ?การกระทำและผลขณะนั้น ทำให้พระนางมัทรีเป็นกังวลทุกข์ใจ จึงเป็นวิธีที่ไม่ควร?

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อขยับตัวก็ต้องสูญเสียพลังงาน
ในกระบวนการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร ปัญหาของใคร และไม่ว่าจะแก้ด้วยกลวิธีอย่างใดๆ ก็ตาม จะไม่ให้กระทบกระเทือนอะไรเลยนั้นย่อมสุดวิสัย

แต่จะอย่างไรก็ตาม ในที่สุดเรื่องก็จบลงแบบ happy ending
เป็นบทเรียนสอนผู้ที่ศึกษาโลกศึกษาชีวิตว่า จะตัดสินอะไรจงมองให้ลึก มองให้กว้าง และมองให้ไกล

ส่วนกรณีพฤติกรรมของพระเวสสันดร ค่อยวิเคราะห์กันตอนต่อไปครับ

By : นาวาเอกทองย้อย      

ความคิดเห็นที่ 6  วันที่ 4 ก.ค 2555 , 10:52 น.
 
ขณะส่งความคิดเห็นนี้ ความคิดเห็นเดิมยังค้างอยู่ที่ความคิดเห็นที่ ๒ แต่ขอคุยไปเรื่อยๆก่อน ๓, ๔, ๕ ว่าอย่างไรค่อยตามสนทนาต่อครับ
.................

ผมเห็นด้วยกับเหตุผลที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ของเรื่องดังกล่าว แต่มีเพิ่มเติมตามที่คิดไป คือ

เทวดาขวางพระนางมัทรีไว้เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่อง คือ กลับไม่ทันขณะพระเวสสันดรพระราชทานพระชาลีกัณหาแก่ชูชก และไม่สามารถติดตามชูชกได้ทันในเวลากลางวัน

แม้เทวดาไม่ได่ช่วยชูชกโดยตรง แต่ก็ผ่านทางนางอมิตตดามาก่อน เมื่อดลใจนางให้ปรารถนาสองกุมารมาเป็นทาส ชูชกจึงต้องมาขอพระชาลีกัณหาตามประสงค์ของนางอมิตตดา เป็นเหมือนประโยชน์ตรงแต่แท้จริงเป็นเพียงผลพลอยได้ เพราะผลที่เป็นเป้าหมายตรงแท้จริง คือ การช่วยพระเวสสันดรบำเพ็ญเพียรบารมีบุตรบริจาคให้สำเร็จนั่นเอง

ถ้าเทวดาไม่ขวางทางพระนางมัทรี เหตุการณ์เปลี่ยนไปได้ ๒ กรณี คือ

๑.พระนางกลับมาทัน ก็คงขัดขวางบุตรบริจาคของพระเวสสันดร ด้วยหัวอกผู้เป็นแม่ เห็นได้เป็นอย่างนั้น
๒.พระนางกลับมาไม่ทันบุตรบริจาค แต่มีเวลาที่จะติดตามชูชก(ตามพระชาลีกัณหา) ซึ่งไม่มีโอกาสทัน เพราะอาจมีเทวดาแปลงมาขวางทางไว้หรือปิดทางให้หลงทิศไปทางอื่น(น่าจะดีกว่าขวางทางไว้ตอนกลับอาศรม)

ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามกรณี ๑ หรือ ๒ ก็จะไม่มีผลให้สามารถขัดขวางพระเวสสันดรที่บำเพ็ญเพียรบารมีบุตรบริจาคได้ เพราะพระเวสสันดรจะสามารถยกเอาวาทศิลป์และเหตุผลมาอ้างอธิบายให้พระนางมัทรีเห็นชอบและอนุโมทนาสาธุกับปิยบุตรทานครั้งนี้ ความเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ที่เคยมีก็จะสิ้นไป ยังแต่ปีติยินดีเพราะเหตุผลสำคัญอยู่ที่การบรรลุพระโพธิญาณซึ่งไม่ใช่ประโยชน์ตน แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก ผลยิ่งใหญ่กว่ามาก พระนางมัทรีไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผลและเห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก ทานใดที่จะเสริมส่งพระเวสสันดรให้บรรลุพระโพธิญาณได้พระนางย่อม
อนุโมทนาอย่างแน่นอน ขอเพียงได้เรื่องรู้และทราบความจริงเท่านั้น

กรณีเทวดาแปลงเป็นเสือสิงห์ขวางทางพระนางมัทรีขณะกลับอาศรมจึงไม่ควร แต่ควรช่วยพระนางให้กลับมาทันขณะพระเวสสันดรบริจาคสองกุมาร เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ขัดขวางการบริจาค เป็นอุปสรรคอย่างถึงที่สุดก่อน แล้วจำนนด้วยเหตุผลแห่งการบรรลุพระโพธิญาณ จะได้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่าบารมีทานของพระเวสสันดรโดยเฉพาะบุตรบริจาคครั้งนี้ลำบากยากยิ่งเพียงใด

การโน้มน้าวให้เห็นชอบตอบรับบุตรบริจาคต้องฟันฝ่าดวงใจของหัวอกผู้เป็นแม่ให้ยอมยกลูกนั้นจะใช้เหตุผลใดมาทดแทนความรักลูกได้อย่างศิโรราบ นี่คือความยิ่งใหญ่แห่งเหตุผลที่พระเวสสันดรจะต้องให้ความแจ่มชัดกับพระนางมัทรี ซึ่งไม่มีสิ่งใดนอกจากพระโพธิญาณของพระเวสสันดรนั่นเอง

By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 7  วันที่ 6 ก.ค 2555 , 20:41 น.
 
ก่อนต่อในสาระ ขอนอกเรื่องเพื่อเพิ่มรสชาติเล็กน้อย เพราะกว่าความคิดเห็นจะขึ้นมาให้ได้ติดตามคงใช้เวลาอีกสักพัก

อ่านความเห็นเรื่องนี้สนุกจริงๆครับ สนุกอย่างเปี่ยมสาระ นึกถึงเหตุการณ์ไต่สวนผู้ถูกร้องล้มรัฐธรรมนูญขณะนี้เลย ได้แง่คิดมุมมอง เหตุผลหลากหลาย (เฉ-ออกนอกเรื่องจนได้)

ขอรวบรวมหลักฐานที่จะใช้เป็นพยานอีกระยะ (เสาร์-อาทิตย์)
เทวดาถูกซักหนักแน่ๆ เห็นความผิดชัดๆรออยู่หลายกระทง
โปรดติดตามได้เร็วๆนี้ครับ

By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 8  วันที่ 7 ก.ค 2555 , 10:59 น.
 
-มีสิ่งที่รู้สึกยินดีและชื่นชมได้ ขณะนี้ความคิดเห็นขึ้นปกติ(ค่อนข้างรวดเร็วแล้ว)...เป็นสิ่งที่ดีแล้วครับ

-ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกคงมีหลายฉบับแน่ อย่างน้อยก็ฉบับบาลี, ฉบับกรมการศาสนา, ฉบับ ๑๓ กัณฑ์(ที่ผมใช้) ความต่างกันของเนื้อหาต่างฉบับช่วยให้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมชัดเจนขึ้น
........................

ขอเข้าเรื่องต่อครับ

พฤติกรรมของเทวดามีความเกี่ยวเนื่องกัน คือ
๑.ไม่เปิดทางให้เด็ดขาด และ ๒. ถ่วงเวลาไว้จนมืด เกี่ยวโยงเนื่องกันตามคำสั่ง
ส่วน ๓. ตามอารักขาถึงอาศรม เสมือนเป็นการไถ่โทษที่ได้กระทำโดยไม่ควร(ตาม ข้อ ๑. และ ๒.) ทั้งสามประการเป็นคำสั่งลับเฉพาะ และเป็นเหตุให้พระนางเป็นทุกข์ใจ

เทวดารู้เห็นทราบแน่ชัด เพราะมีการเตรียมการและไตร่ตรองไว้ก่อน(ตามคำสั่ง) กระทั่งการกระทำบรรลุผลชัดเจน แม้จะให้ความช่วยเหลือตามข้อ ๓. ซึ่งเป็นพฤติกรรมดี แต่ไม่อาจใช้ลบล้างการกระทำก่อนหน้าได้ การกระทำที่ไม่ควรก่อนหน้ากับการกระทำความดีภายหลังเป็นพฤติกรรมต่างกรรมต่างวาระ แยกส่วนคนละกรณี

ขอชี้ความไม่ควรจากการกระทำของเทวดา ทำให้เกิดผลเสียโดยตรงและกับพระนางมัทรี ดังนี้

๑.เทวดาทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกต้องทั้งนิติรัฐและนิติธรรม เพราะเทวดาควรทำแต่สิ่งที่ถูก ชอบธรรม ไม่ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน

๒.กักขังหน่วงเหนี่ยวให้สูญเสียอิสรภาพในช่วงระยะเวลาที่พระนางควรได้กลับถึงอาศรม

๓.ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง

๔.ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ปกติประจำวันได้

๕.ทำให้ถูกตำหนิจากพระเวสสันดรโดยอ้างเป็นเหตุบริภาษ

ดังนั้นจึงสรุปการกระทำทั้ง ๓ กรณีได้ว่า

๑.การกระทำตามคำสั่งข้อ ๑. เป็นการกระทำที่ไม่ควรเพราะเหมือนเป็นความผิดซึ่งหน้าที่ชัดแจ้ง กระทำแล้วเกิดผลเสียต่อหน้าทันที แม้อ้างกระทำตามคำสั่ง แต่หากคำสั่งไม่ชอบด้วยจริยธรรมก็ควรหลีกเลี่ยงละเว้น ถือว่าผิดจริยธรรมที่เทวดาพึงปฏิบัติ

๒.การกระทำตามคำสั่งข้อ ๒. ยกประโยชน์ให้จำเลย(เทวดาทั้งสาม) ไม่ว่าจะอ่านบันทึกคำให้การวรรคอย่างไร จะให้ความเป็นไปคำตามคำสั่งหรือทำเพราะสงสารสังเวช การกระทำก็สอดคล้องกันทั้งเวลาและความรู้สึกเพราะมีผลกับพระนางมัทรีแล้วตามแผนที่เตรียมการไว้

๓.การกระทำตามคำสั่งข้อ ๓. เป็นการกระทำตามหน้าที่โดยชอบที่จะต้องให้ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ไม่เข้าข่ายกระทำความผิด ยกให้เป็นความดีของจำเลย แต่ไม่ใช่เหตุอันควรได้บรรเทาโทษ

เทวดาควรมีเมตตาและกรุณาพระนางมัทรี เพราะเมื่อทราบเรื่องสองกุมารก็เศร้าโศกด้วย ตามความว่า

?... เทพเจ้าก็เศร้าสลดพิลาปเหลียวมาแลดูดูมิได้ ... ปิ้มประหนึ่งว่าดวงหทัยจะปะทุทะลุลั่นละเอียดออกทุกอกองค์ ด้วยทรงพระอาลัยนั้นใหญ่หลวง ก็พากันกุมกรช้อนทรวงทรงพระกันแสงโศกอยู่ซบเซา ... ? (หน้า ๒๓๐)

เทวดายังคิดกันไปถึงเหตุการณ์ข้างหน้าอีกว่า ? ... คิดไปคิดไปแล้วใจหายเห็นน่าน้ำตาตกว่าโอ้โอ๋อกมัทรีเอ่ย จะเสวยพระทุกข์แทบถึงชีวิตจะปลิดปลงด้วยพระลูกรักทั้งสองพระองค์นี้แล้วแล? (หน้า ๒๓๐)

แม้คะเนได้ว่าจะเกิดผลอย่างไรกับพระนางมัทรี แต่เทวดาก็ยังดำเนินการตามแผนที่เตรียมการไว้ จึงเป็นการกระทำด้วยเจตนาให้บรรลุผลโดยไม่พยายามหลีกเลี่ยงหรือล้มเลิก จึงไม่ควรตั้งแต่คิด การกระทำตามความคิดที่ไม่ควรย่อมทำให้ใช้วิธีการที่ไม่ควร ถือได้ว่าการกระทำก็ไม่ควรด้วย ผลโดยตรงจากการกระทำจึงไม่เป็นผลดีและไม่เป็นประโยชน์กับผู้ถูกกระทำ

ความทุกข์กังวลใจของพระนางมัทรีเป็นผลจากการกระทำของเทวดาโดยตรงทันทีที่การกระทำเริ่ม ย่อมถือได้ว่าการกระทำนั้นไม่ชอบ เป็นการกระทำที่ไม่ควร ดังสนทนาแล

By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 9  วันที่ 9 ก.ค 2555 , 15:38 น.
 
ขออนุญาตแถลงศาลต่อครับ
สรุปข้อกล่าวหาทั้งปวงของโจทก์ออกมาเป็นแนวคิดได้ดังนี้

๑ การบริจาคบุตรจะต้องทำกันต่อหน้าแม่ เพื่อให้แม่คัดค้านขัดขวางจนถึงที่สุด แล้วใช้ความสามารถยกเหตุผลมาชี้แจงจนแม่ยอม วิธีนี้จึงจะแน่จริง
อุปมาเหมือนเอาชนะในขณะที่คู่ต่อสู้ยังแข็งแรงที่สุดย่อมมีศักดิ์ศรีดีกว่าชนะในขณะที่เขาอ่อนแอ
๒ จะต้องไม่มีการปฏิบัติการเพื่อผันแปรเหตุการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น คือปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปตามปกติประจำวัน
เหตุผลก็คือ เพราะมีปฏิบัติการ จึงทำให้มีคนได้รับทุกข์

สังเกตดู โจทก์จะยืนความประสงค์เดียว คือ ในกระบวนการบริจาคบุตรเป็นทานครั้งนี้จะต้องไม่มีใครมาทำให้พระนางมัทรีได้รับทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้เท่านั้นจึงจะถูกต้อง

ขออนุญาตเรียบเรียงเหตุผล ความน่าจะเป็น ประกอบกับความที่ได้เป็นไปแล้ว เพื่อให้ทุกฝ่ายมองเห็นภาพโดยรวม ดังนี้

๑ พระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิจึงบำเพ็ญบารมี ในชาติเป็นพระเวสสันดรนี้เน้นหนักทานบารมี (บารมีมี ๑๐ ข้อ แต่ละข้อมี ๓ ระดับ คือ บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี กรณีทานบารมี บริจาคทรัพย์เงินทองเป็นทานบารมี บริจาคบุตรภรรยาอวัยวะในร่างกายเป็นทานอุปบารมี บริจาคชีวิตเป็นปรมัตถบารมี)
๒ กรณีที่กำลังพูดถึงนี้ คือบริจาคบุตรเป็นทาน ภารกิจคือยกลูกให้แก่ชูชกเมื่อชูชกมาขอ
๓ สมมุติฐานคือ ถ้าพระนางมัทรีอยู่ในเหตุการณ์ตอนชูชกเข้ามาขอ จะเกิดอะไรขึ้น

ผลที่คาดว่าจะเกิดคือ การบริจาคลูกเป็นทานล้มเหลว

เพราะไม่มีแม่ปกติที่ไหนจะยอมยกลูกให้ใคร กรณีพระนางมัทรี ไม่มีความจำเป็น เช่นเลี้ยงไม่ไหว หรืออยู่ที่นี่แล้วไม่ปลอดภัย จึงจะต้องยกลูกให้ใคร ยิ่งยกให้ไปเป็นทาสด้วยแล้วยิ่งยาก ดังนั้น พระนางจะต้องขัดขวางชนิดตายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน

ลองวาดภาพฉากของเหตุการณ์ดูเถิด เช่น ?
ก ถ้าใช้วาจาขัดขวางได้ การโต้เถียงจะต้องดุเดือดเผ็ดร้อนชนิดที่ถ้าทำเป็นละครก็คงหานักแสดงที่ตีบทแตกได้ยากอย่างยิ่ง
ข ถ้าคะเนว่าเถียงสู้ไม่ได้แน่ ก็จะต้องพาลูกหนี ก่อให้เกิดปัญหาด้านสวัสดิภาพตามมา เป็นเรื่องใหญ่อีก
ค ถ้าเถียงก็ทันท่วงที หนีก็ไม่ทันท่วงท่า ก็จะต้องเกิดการยื้อแย่งกันอุตลุค อาศรมอาจกลายเป็นเวทีมวย หรือสนามรบย่อยๆ ไป คราวนี้แหละดูไม่จืดแน่
ภารกิจตามข้อ ๒ ต้องล้มเหลวพันเปอร์เซ็นต์

๔ ชูชกนั้นเข้าใจจิตวิทยาความเป็นแม่ได้เป็นอย่างดี จึงเข้ามาขอเมื่อพระนางมัทรีไม่อยู่ นับเป็นจิ๊กซอว์ (สะกดอย่างไร ?) ตัวแรกของความสำเร็จภารกิจ (ไม่นับนางอมิตตดาที่เป็นคนวางแผนให้ชูชกไปขอ เพราะนางเองก็ถูกวางแผนมาอีกต่อหนึ่ง ตัดตอนแค่นี้พอ ไม่งั้นต้องสาวโยงใยไปอีกหลายทอด)

๕ คำกล่าวที่ว่า ?พระนางมัทรีไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผลและเห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก? นี้ ขอให้ดูผลที่เกิดขึ้นเมื่อพระนางกลับมาถึงอาศรมแล้วไม่เห็นลูก คร่ำครวญอย่างไรบ้าง

?.. วิ่งพลางนางทรงกรรแสงพลาง ยะเหยาะเหย่าทุกฝีย่างไม่หย่อนหยุด พักหนึ่งก็ถึงที่สุดบริเวณพระอาวาส ที่พระลูกเจ้าเคยประพาสแล่นเล่น ประหลาดแล้วแลไม่เห็นก็ใจหาย ปิ้มประหนึ่งว่าชีวิตนางจะวางวายลงทันที ..? (ฉบับกรมการศาสนา หน้า ๒๑๓)

?.. นางยิ่งกลุ้มกลัดขัดอุราผะผ่าวร้อน ข้อนพระทรวงพระกรรแสง ว่าเจ้าแม่เอ่ย แม่มิเคยได้เคืองแค้นเหมือนหนึ่งครั้งนี้ เมื่อจากบุรีทุเรศมา ก็พร้อมหน้าทั้งลูกผัวเป็นเพื่อนทุกข์ สำคัญว่าจะเป็นสุขประสายากเมื่อยามจน ครั้นลูกหายทั้งสองคนก็สิ้นคิด ทูลพระสามีก็มิได้ปราณีสักนิดสักหน่อยหนึ่ง ท้าวเธอกลับนิ่งขึงตึงพระองค์ ดูเหมือนทรงขัดเคืองด้วยเรื่องอันใด อนิจจาน่าน้อยใจมาจำจน อุปมาเหมือนคนไข้หนักแล้วมิหนำ แพทย์ยังซ้ำเอายาพิษมาวางให้เวทนา ไหนชีวาจะรอดไปสักกี่วัน พระคุณเอ่ยเมื่อแรกจากไอศวรรย์มาอยู่ดง ข้าพระบาทก็จำนงปลงจิตต์มิได้คิดเป็นใจสอง หวังว่าจะเป็นเกือกทองฉลองบาทยุคลพระทูนหัว ไปกว่าจะสิ้นบุญตัวตายไปเมืองผี อนิจจาเอ๋ยวาสนามัทรีไม่สมคะเนแล้ว พระทูลกระหม่อมแก้วจึงชิงชังไม่นำพา ทั้งลูกรักดังแก้วตาก็หายไป อดเอ๋ยจะอยู่ไปไยให้ทนเวทนา อุปมาเสมือนหนึ่งพฤกษาลดาวัลลิ์ ย่อมจะอาสัญญ์ลงเพราลูกเป็นแท้เที่ยง ถ้าแม้พระองค์ไม่ทรงเลี้ยงมัทรีไว้ จะเฝ้านิ่งมัธยัสถ์ตัดเยื่อใยไม่โปรดบ้าง ก็จะเห็นแต่กเฬวระร่างซากศพของมัทรี อันวายชีวีโทรมกลิ้งอยู่กลางดง เสียเป็นมั่นคงในครั้งนี้แล้วแล (ฉบับกรมการศาสนา หน้า ๒๑๕)

และสุดท้ายเป็นอย่างไร

?.. หวังจะตามพระลูกรักทั้งสองรา กราบถวายบังคมลาแล้วลุกเลื่อน เขยื้อนยกพระบาทบทจรเยื้องย่าง พระกายนางให้เสียวสั่นหวั่นไหวไปทั้งองค์ ดุจชายธงอันต้องกำลังลมอยู่ริ้วๆ สิ้นแรงโรยเธอโหยหิวระทวยทรวง พระศอเธอหงุบง่วงดวงพระพักตร์ผิดเผือดไม่แปรผัน จะทูลสั่งก็มิทันที่ว่าจะทูลเลย ตรัสว่าพระคุณเจ้าเอ๋ยได้คำเดียวเท่านั้นก็หายเสียง เอียงพระกายบ่ายศิโรเพฐน์ พระเนตรเธอหลับหับพระโอษฐ์ลงทันที วิสญฺญี หุตฺวา พระนางก็ถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน ปานประหนึ่งว่าฉัตรทองอันต้องสายฟ้าอัสนีฟาด ขาดระเนนเอนแล้วก็ล้มลง ตรงหน้าพระที่นั่งนั้นแล (ฉบับกรมการศาสนา หน้า ๒๒๖)

นี่หรือคืออาการของผู้ที่ ?เห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก?

(น่าจะยังไม่จบ)

By : นาวาเอกทองย้อย      

ความคิดเห็นที่ 10  วันที่ 9 ก.ค 2555 , 15:47 น.
 
อาจแย้งได้ว่า ความโกลาหลในตัวพระนางมัทรีทั้งหมดนี้เป็นเพราะยังไม่รู้ว่าลูกหายไปไหน
แต่ยืนยันได้หรือว่า ถ้าพระเวสสันดรไปยืนรับหน้าตั้งแต่พระนางมาถึง แล้วบอกไปทันทีว่า ?พี่ให้ลูกเป็นทานไปแล้วจ้ะที่รัก?
สภาพเช่นนี้จะไม่เกิดแก่พระนางเลย ?

กระนั้น การที่พระเวสสันดรไม่ปริปากว่าเกิดอะไรขึ้น ก็น่าที่จะทำให้พระนางเฉลียวใจได้แล้ว ถ้า ?ไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผล? จริงดังว่า

ต่างว่าสองกุมารประสบอันตรายประการอื่น เช่นถูกสัตว์ร้ายขบกัด หรือวิ่งเล่นหลงพลัดกลับอาศรมไม่ถูก อะไรประมาณนี้ พระเวสสันดรจะนิ่งสงบอยู่หรือ จะถามอะไรก็ไม่พูดอยู่กระนี้หรือ นี่ก็อีกจุดหนึ่งที่น่าจะเฉลียวใจได้

และถ้า ?เห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก? จริง แวบแรกที่ไม่เห็นลูก น่าจะนึกถึงตรงนี้ก่อนด้วยซ้ำไป

แต่ลองตามตรองย้อนไปดูเถิด ตั้งแต่ฝันร้ายในกัณฑ์กุมาร หวั่นๆ ว่าใครจะมาพรากลูกไปก็ดี จนถึงนิมิตผิดประหลาดในเวลาออกไปหาผลไม้ในกัณฑ์มัทรีนี้ก็ดี ล้วนส่อนัยว่า พระนางมิได้มีความคิดที่จะยอมยกลูกให้ใครทั้งสิ้น
และก็ถ้ามีใจเต็มร้อยอยู่แล้วที่จะให้ลูกเป็นทานมาตั้งแต่แรก มีหรือที่พระเวสสันดรจะไม่ประจักษ์ในท่าทีตามวิสัยคนที่อยู่ร่วมกันมา และถ้าทรงประจักษ์อยู่เช่นนั้นแล้ว เมื่อพระนางมาทูลเล่าความฝัน มีหรือที่จะไม่รีบบอกตั้งแต่ตอนนั้นว่า วันนี้จะได้บำเพ็ญบุตรทานบารมีแล้ว ทั้งอาจจะชวนให้อยู่อนุโมทนาด้วยกันเสียด้วยซ้ำไป
แต่ไฉนเล่าพระเวสสันดรจึงมิได้ทำเช่นนั้น ?

พิจารณาตามอาการของพระนางมัทรีที่ปรากฏหลังเหตุวิกฤตผ่านไปแล้ว ยังปั่นป่วนขนาดนี้ ถ้าพระนางอยู่เผชิญหน้าขณะที่ชูชกเข้ามาขอลูก จะขนาดไหน
บุตรทานบารมีก็จะไม่สำเร็จ
ผัวเมียก็จะวิวาทกันต่อหน้าแขก แล้วก็จะแตกหักกันไป
เสียทั้งลูก ทั้งผัว ซ้ำตัวก็จะตาย
พระเวสสันดรเองก็จะเสียทั้งลูก เสียทั้งเมีย
ซ้ำสองกุมารนั้นเล่าก็จะได้เห็น ?พ่อแม่ทะเลาะกัน? เพราะตัวเป็นเหตุ ถูกชูชกพาไปก็ทุกข์ระทมกายแสนสาหัส ในน้ำใจนั้นเล่าก็จะยิ่งทุกข์ทวีตรีคูณที่เห็นพ่อกับแม่แตกกัน หมดหวังที่จะให้ใครมาเป็นที่พึ่งได้อีกต่อไป
นี่คือผลที่จะเกิดขึ้นหากให้แม่อยู่ดูการยกลูกให้เป็นทาน

ในการแก้ปัญหาวิกฤตอันเกิดจากอารมณ์ที่รุนแรงสุดฤทธิ์ของคนนั้น วิธีการที่ใช้กันมาทุกยุคสมัยก็คือ ชะลอความรุนแรง
ความรุนแรงจะชะลอลดลงด้วยวิธีการอย่างใดๆ ก็จงทำทันที
เมื่อนาทีวิกฤตผ่านไปแล้ว สถานการณ์จะดีขึ้น หรืออย่างเลวก็แก้ปัญหาได้สะดวกใจขึ้น

มีกรณีตัวอย่างให้เทียบเคียงครับ

พระเจ้าแผ่นดินกรุงอุชเชนีประชวรพระโรคดีซ่าน รักษาสิ้นพระราชทรัพย์ไปเป็นอันมากก็ไม่หาย จึงรับสั่งขอต่อพระเจ้าแผ่นดินมคธให้ส่งหมอชีวกไปรักษา
หมอชีวกตรวจพระอาการแล้วทูลว่า รักษาได้ แต่ตัวยาต้องเข้าเนยใสซึ่งเป็นของที่พระเจ้ากรุงอุชเชนีทรงเกลียดที่สุดและจะไม่ยอมเสวยเป็นอันขาด
หมอชีวกจึงปรุงเนยใสให้มีรสเหมือนน้ำเปลือกไม้ หลอกให้พระเจ้ากรุงอุชเชนีเสวยแล้วรีบหนีไปทันที
ยาขนานนั้นพอตกถึงท้องเริ่มย่อย ผู้ป่วยจะเรอออกมาทำให้รู้ได้ว่าเป็นเนยใส พระเจ้ากรุงอุชเชนีทรงพิโรธสุดฤทธิ์ รับสั่งให้ตามไปจับตัวหมอชีวกมาฆ่าเสีย
แต่หมอชีวกเดินทางเข้าเขตมคธเสียแล้วจึงจับไม่ได้
หลังจากนั้นไม่นานพระเจ้ากรุงอุชเชนีก็ทรงหายประชวร ทรงระลึกถึงบุญคุณของหมอชีวก รับสั่งให้ส่งรางวัลไปพระราชทานเป็นอันมาก

ถ้าใช้หลักการเดียวกับที่โจทในกระทู้นี้ต้องการ ดังที่จำเลยสรุปไว้ว่า ?บริจาคบุตรจะต้องทำกันต่อหน้าแม่ เพื่อให้แม่คัดค้านขัดขวางจนถึงที่สุด แล้วใช้ความสามารถยกเหตุผลมาชี้แจงจนแม่ยอม วิธีนี้จึงจะแน่จริง?
ถ้าหมอชีวกใช้วิธีนี้ อยู่ตรงหน้าพระเจ้ากรุงอุชเชนีในขณะที่ทรงเรอออกมาแล้วรู้ว่าเป็นเนยใส แล้ว ?ใช้ความสามารถยกเหตุผลมาชี้แจง? จนพระเจ้ากรุงอุชเชนีหายพิโรธ
ประวัติหมอชีวกก็จะจบลงแค่บอกว่า ถูกพระเจ้ากรุงอุชเชนีประหารชีวิตไปตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้นแล้ว
และมคธกับอุชเชนีก็จะต้องบาดหมางกัน กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง และส่งผลร้ายไปอีกแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้

ถ้ายอมให้พระนางมัทรีอยู่ร่วมด้วยในขณะชูชกเข้ามาขอสองกุมาร
บุตรทานบารมีก็จะตกอยู่ในสถานะเดียวกับ-ถ้าหมอชีวกอยู่ตรงหน้าพระเจ้ากรุงอุชเชนีในขณะที่ทรงพิโรธสุดขีดนั่นแหลขอรับท่าน

ตามเหตุตามผลที่บรรยายมา จะเห็นได้ว่า แนวทาง วิธีการที่ทุกฝ่ายเลือกใช้ในกระบวนการบำเพ็ญบุตรทานบารมีครั้งนี้เหมาะสมที่สุด คือได้ผลสมบูรณ์ตามเป้าหมาย และสูญเสียน้อยที่สุด

จำเลยคิดว่าเราใช้เวลาพิจารณาข้อกล่าวหานี้มากพอสมควรแล้ว จึงขอให้ยกกรณีพระเวสสันดรบริภาษพระนางมัทรีขึ้นมาพิจารณากันต่อไป

By : นาวาเอกทองย้อย      

ความคิดเห็นที่ 11  วันที่ 10 ก.ค 2555 , 11:20 น.
 
ขอแก้ข้อความในความคิดเห็นที่ 9 หน่อยครับ

ค ถ้าเถียงก็ทันท่วงที หนีก็ไม่ทันท่วงท่า
พิมพ์ตกครับ

ที่ถูกคือ

ค ถ้าเถียงก็ไม่ทันท่วงที หนีก็ไม่ทันท่วงท่า

ขอประทานโทษด้วยครับ

By : นาวาเอกทองย้อย      

ความคิดเห็นที่ 12  วันที่ 11 ก.ค 2555 , 08:53 น.
 
เป็นกระทู้ที่ผมต้องใช้ความคิดอักโข เพราะต้องค่อยๆหาว่าจะมีเหตุผลใดมาอ้างให้เป็นความน่าเชื่อได้บ้าง
ถ้าพฤติกรรมทั่วๆไปก็คงไม่กระไรนัก แต่นี่ไปแตะพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกระทบถึงพระเวสสันดรเข้าให้ และเกี่ยวกับความดี ความเหมาะควรเข้าไปอีก เรียกง่ายๆว่าเกี่ยวกับจริยธรรมซึ่งเสมือนดาบสองคม(กริบ) โดนคมไหนก็มีสิทธิ์เลือดซิบๆได้เสมอ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้นๆ แต่เมื่อเริ่มก้าวแรกไปแล้วก็ขอก้าวต่อไปเพราะคิดว่าน่าจะยังพอหวังได้ที่จะเห็นแสงรำไรแห่งปลายถ้ำบ้าง
........................
.
ต่ออีกตอนครับ คาบเกี่ยวกับพระนางมัทรี

ที่ว่า ?พระนางมัทรีไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผลและเห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก?

แยกเป็น ๒ ประเด็น คือ ไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผล และเห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก

-ไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผล

ด้านความสุขุมรอบคอบมีสติของพระนางมัทรี เห็นได้อีกในกัณฑ์ฉกษัตริย์ เมื่อพระเวสสันดรคิดว่ากองทัพพระเจ้ากรุงสีพีเป็นข้าศึกจึงพาพระนางมัทรีไปหลบซ่อน แต่พระนางมัทรีกลับเตือนสติพระเวสสันดรและดูจนแน่ชัดว่าเป็นกองทัพพระเจ้าสีพีเสด็จมารับคืนพระนคร ตามความในร่ายว่า

?... ถึงแม้มาตรปัจจามิตรหมู่ใดจะประทุษร้าย ก็จะพินาศฉิบหายพ่ายแพ้พระบารมี ... ดุจดั่งว่าอัคคีอันน้อยนิดหนึ่งเท่านั้นหรือจะมาเผาผลาญซึ่งมหรรณพนทีธารให้เหือดแห้ง กระแสสินธุ์ก็จะดับแสงให้เสื่อมศูนย์ สิ้นฤทธิ์เรืองจำรูญจะเริงร้อน พระองค์สิทรงพระคุณดั่งขุนสิงขรเขาสิเนรุราช ผู้ใดใครหรือจะอาจให้เอียงเอนอันตรายได้ จงดำรงพระหฤทัยดำริก่อน ... ชะรอยระเป็นทัพพระบิตุราช ออกมารับเสด็จพระบรมหน่อสรรเพชญคืนพระนคร?(หน้า ๓๑๓)

-เห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก

ขอใช้ความในกัณฑ์วนปเวสน์สนับสนุน ความเห็นชอบกับการบริจาคทานชัดเจน จากที่พระนางมัทรีขอคำมั่นสัญญาจากพระเวสสันดรเมื่อครองเพศดาบสแล้ว โดยจะขอรับใช้ปรนนิบัติ และปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญสำหรับการรักษาพรหมจรรย์ สรุปว่า

? ... สมเด็จพระมัทรีก็ทรงพระโสมนัสยินดีรับพระราชกติกา ถวายปฏิญญาแล้วก็ทำตามความนั้น ...? (หน้า ๑๐๗)

เหตุผลสำคัญ คือ เพื่อจะได้เป็นส่วนเสริมให้พระเวสสันดรได้ปฏิบัติทานบารมีได้สะดวกยิ่งขึ้น และขณะที่พระนางต้องออกไปหาผลไม้ก็จะได้ไม่พะวงถึงพระกุมารกุมารีจึงฝากฝังไว้กับพระเวสสันดร ซึ่งก็น่าที่จะอุ่นใจได้แน่นอน ดังความว่า

?... ขอพระองค์อย่าเสด็จไปในอรัญเพื่อแสวงหาผลาหาร จงเสด็จอยู่กับสองดรุณดาบสกุมารในอัสสมบทนี้ ตัวข้ามัทรีจะขออาสาไปเที่ยวแสวงหามูลผลาบรรดาเป็นของคนควรจะบริโภคได้ ... พระองค์จะได้ทรงพระปฏิบัติในพระทานบารมี ...?(หน้า ๑๐๖-๑๐๗)

ต่อไปอีกนิด เพื่อยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระนางมัทรีสนับสนุนทานบารมีของพระเวสสันดรอย่างแท้จริง

เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานพระนางแก่พราหมณ์ยิ่งเห็นชัดถึงน้ำพระทัยของพระนางว่ายอดยิ่งสุดประเสริฐเพียงใด

ขอยกความอ้างสั้นๆว่า

?... ถ้าพระองค์ประสงค์จำนงโดยทานเจตนา จะพระราชทานตัวข้ามัทรีนี้ไปแก่ผู้ใด พระองค์ก็อาจจะพระราชทานให้ตัวข้าขาดไปเป็นของผู้นั้นได้ ... ตัวข้าก็ยอมไปตามความพระราชอัธยาศัย ไม่ขัดขวางทางพระราชกุศล ...? (หน้า ๒๖๘)

ฉะนั้นที่กล่าวไว้ว่า ?พระนางมัทรีไม่ใช่สตรีที่วู่วามไร้เหตุผลขาดสติ แต่สุขุมรอบคอบมีเหตุผลและเห็นชอบกับการบริจาคทานของพระเวสสันดรมาแต่แรก? จึงชอบด้วยเหตุผลดังได้ยืนยันแล้ว

สำหรับพระนางมัทรี ไม่ว่าจะในบทบาทภรรยาหรือมารดา หากจะยกย่องความเป็นยอดหญิง ยอดแห่งนางผู้พร้อมด้วยดีงามอันประเสริฐสุด ย่อมไม่มีหญิงใดเหมาะสมคู่ควรไปกว่า พระนางมัทรี เป็นแน่


By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 13  วันที่ 11 ก.ค 2555 , 10:22 น.
 
ความที่อ้างถึงพระนางมัทรีเมื่อกลับมาไม่พบพระชาลีกัณหาแล้ว คร่ำครวญ กลัดกลุ้ม พรรณนาความรำพึงรำพันต่างๆนั้นก็เพราะพระเวสสันดรไม่ตรัสตอบ มีความว่า ? เมื่อสมเด็จพระมัทรี เธอกราบทูลพระราชสามีสักเท่าใด ๆ ท้าวเธอมิได้ตรัสปราศรัยจำนรรจา นางยิ่งกลุ้มกลัดขัดอุราผะผ่าวร้อน ข้อนพระทรวงทรงพระกันแสง ...? (หน้า ๒๔๑)

เมื่อคืนก่อนที่พระนางฝันร้ายแม้พระเวสสันดรจะทำนายเลี่ยงว่า ?... มิเป็นไร มิเป็นไร...?(หน้า ๑๙๖)

แต่ก่อนออกหาผลไม้ก็ยังย้ำฝากฝังพระเวสสันดรให้ดูแลลูกว่า

?... ได้โปรดกระหม่อมฉันด้วยช่วยเผื่อแผ่พระบารมีปกเกศลูก เอาพระทัยผูกตรัสประภาษเรียกหา ให้เล่นแต่ใกล้พระบาทาทั้งพี่น้อง ... พระคุณเอ่ยได้โปรดด้วยช่วยระวังในครั้งนี้ เหมือนหนึ่งเห็นแก่ข้าพระบาทมัทรีเถิดนะว่าเป็นเพื่อนยาก พระนางเธอทูลฝากพระลูกแก้วแล้วถวายบังคมลา ...?(หน้า ๑๙๖-๑๙๗)

พระเวสสันดรเป็นผู้ที่อยู่กับลูก จึงเป็นผู้เดียวที่จะให้ความกระจ่างเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่การนิ่งเฉย ไม่ใช่คำตอบที่อธิบายพระนางได้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้หัวอกผู้เป็นแม่ ?มีอาการ? เมื่อไม่รู้ว่าลูกไปไหน จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรแม่ก็ต้องติดตามหา

พระเวสสันดรจึงควรบอก ให้พระนางทราบความจริงถึงเจตนาของการกระทำ ไม่ควรรวบรัดตัดสินใจ ถือเอาสิทธิ์เด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวยกลูกให้ผู้อื่น พระนางมีสิทธิ์รับทราบและร่วมตัดสินใจเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในฐานะภรรยาของสามีและมารดาของลูก ฉะนั้นเรื่องสำคัญเช่นนี้สามีภรรยาจึงควรมีส่วนร่วมคิดร่วมตัดสินใจ

สำหรับเรื่องความฝันและการทำนายฝันที่เลี่ยงไปจากการบอกความจริงนั้น เป็นอีกประเด็นที่ถือว่าเป็นเหตุให้พระเวสสันดรไม่บอกความจริง เพราะเกรงเป็นอุปสรรคบุตรบริจาคนั่นเอง ซึ่งก็ต้องคิดตามความน่าจะเป็นว่าพระนางมัทรีก็ต้องไม่ยอมห่างลูกและอยู่ดูแลพระชาลีกัณหาแน่นอน

ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้เมื่อถึงเวลาการให้ทานบุตรบริจาค พระเวสสันดรก็ต้องใช้เหตุผลสำคัญ คือ เป้าหมายการบรรลุพระโพธิญาณมาโน้มน้าวพระนางมัทรีให้ได้ ต้องเป็นความสามารถของพระเวสสันดรโดยแท้จริงที่จะแสดงบทบาทตรงนี้ให้เด่นชัด เพื่อทานบารมีและผลที่จะได้บรรลุพระโพธิญาณ เรื่องยากยิ่งอย่างนี้ต้องมีอุปสรรค ยิ่งยากยิ่งเสริมบุญบารมี แต่เมื่อพระนางมัทรีทราบความจริงหลังจากเวลาล่วงเลยช้าไปเพียงอีกวัน ที่สุดพระนางก็อนุโมทนา

สรุปท้ายนี้ว่า

-ไม่ว่าพระนางมัทรีจะอยู่ในเหตุการณ์ขณะบริจาคบุตรทานหรือไม่ ความเป็นแม่ก็ย่อมที่จะไม่ยอมยกลูกให้ผู้ใดโดยง่ายในเบื้องต้น แต่คงไม่ถึงกับทะเลาะวิวาทกระทั่งเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างที่คะเนว่าอาจจะเป็นไป เพราะพระเวสสันดรนิ่งเฉย เสมือนน้ำนิ่งสงบเย็น ฝ่ายพระนางมัทรีแม้จะประหนึ่งไฟที่คุระอุร้อน ก็ด้วยความห่วงลูก อาจรบเร้าเอาคำตอบ แต่เมื่อทราบเหตุผลแห่งเจตนาและจุดมุ่งหมายแท้จริงของการกระทำที่เกิดขึ้น ความยินยอมและยินดีย่อมบังเกิดด้วยกุศลจิตอนุโมทนาในที่สุด เสมือนไฟคุแล้วลุกโหมก็ชั่วแรกเริ่ม เมื่อไหม้แล้วก็ซาไปและดับสนิทได้ด้วยน้ำเย็นแห่งเหตุผลการบริจาคปิยบุตรทานของพระเวสสันดรในที่สุดนั้นแล

-สำหรับพระเวสสันดรยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมหลักฐานเพื่อสืบพยานกันต่อไป

By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 14  วันที่ 12 ก.ค 2555 , 12:19 น.
 
ขออนุญาตคุยคั่นนิดครับ

เรื่องพระเวสสันดร ?ยิ่งอ่านยิ่งได้ปัญญา ยิ่งสนทนายิ่งได้ความคิด?
แต่เสียดายที่หนังสืออาจอยู่ในวงจำกัด ไม่ได้พิมพ์เผยแพร่มากนัก

หนังสือมหาเวสสันดรชาดก ฉบับ ๑๓ กัณฑ์ ฉบับแรกของผมมีคนหยิบไปแล้วไม่ส่งคืน แต่หาไว้ใหม่เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ.๒๕๓๑ ราคา ๓๙ บาทเท่านั้น
ปัจจุบันเห็นมีในเว็บ ท่านที่สนใจน่าหาไว้เป็นเจ้าของนะครับ คุณค่าเกินราคาครับ

...........




By : พีร์ บีพีเค      

ความคิดเห็นที่ 15  วันที่ 15 ก.ค 2555 , 10:16 น.
 
มีอีกพฤติกรรมที่เป็นปริศนาชวนให้ขบคิดว่าชอบ, ควรหรือไม่ที่พระเวสสันดรบริภาษพระนางมัทรีโดยอ้างเอาเหตุว่า ?จำจะเอาโวหารการหึงเข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง? แต่หน้าสนทนาเลื่อนไปมาก ขอยกไปหน้าใหม่
ท่านใดมีเหตุผลอย่างไร ขอเชิญร่วมสนทนาเพื่อช่วยกันเพิ่มพูนปัญญาและจรรโลงคุณค่าของวรรณคดีกันเถิด

By : พีร์ บีพีเค      


  แสดงทั้งหมด  





  หน้าหลัก     |     พจนานุกรม    |     ศัพท์บัญญัติวิชาการ    |     อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย    |     คลังความรู้    |   สิ่งพิมพ์    |     กระดานสนทนา    |     ถาม-ตอบ  
ติดต่อ ราชบัณฑิตยสถาน
สนามเสือป่า เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐   โทรศัพท์ ๐ ๒๓๕๖ ๐๔๖๖-๗๐ อีเมล ripub@royin.go.th
Copy Rights © 2007 The Royal Institute, All Rights Reserved.Developed by TATSolution