Thai language English Language
Untitled Document  ราชบัณฑิตยสถานขอเชิญชมรายการ "สายตรวจภาษา" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๔๕-๑๑.๔๗ น. เริ่มออกอากาศวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖   
ข้อมูลหน่วยงาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวการจัดซื้อจัดจ้าง
สรุปผลการสัมมนา ฯลฯ
ข้อมูลข่าวสารทางราชการ
คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)
E-Book
ติดต่อเรา  
สมุดเยี่ยม  
รวมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ  
การทับศัพท์
การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน
การอ่านตัวเลขต่าง ๆ
การอ่านเครื่องหมาย
การอ่านคำวิสามานยนาม
เครื่องหมายวรรคตอน
การเว้นวรรค
การเขียนคำย่อ
ชื่อจังหวัด เขต อำเภอ
ชื่อทะเล
ชื่อธาตุ
ชื่อประเทศ/เมืองหลวง
ลักษณนาม
ราชาศัพท์
รับข่าวสาร ยกเลิก
ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ
 

 

  ๑๗-๑๘ มีนาคม ๒๕๔๙ การสัมมนา เรื่อง สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยา”
    
สรุปการสัมมนา “เรื่อง สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยา”
เมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
__________________
 
 
เรื่อง “มรดกของโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา”
โดย คุณหญิงกุลทรัพย์  เกษแม่นกิจ

ความหมายของ “มรดกโลก”
          มรดกโลก หมายถึง แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของแท้ดั้งเดิม หรือแหล่งมรดกทางธรรมชาติที่ต้องเป็นตัวอย่างพิเศษของขั้นตอนการวิวัฒนาการของโลกหรือเป็นตัวแทนของการวิวัฒนาการทางชีว-ภาพ หรือเป็นแหล่งทัศนียภาพอันงดงามเป็นเลิศตระการตา ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลก ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติแห่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ มีมติรับรองและขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลก

ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาฯ
          ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๐ คณะกรรมการมรดกโลกประกาศให้แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกโลก ๕ แห่ง ดังนี้
          ๑. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร
          ๒. นครประวัติศาสตร์-พระนครศรีอยุธยา
          ๓. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร
          ๔. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง 
          ๕. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ศิลปอารยธรรมของกรุงศรีอยุธยา
          ศิลปอารยธรรมของกรุงศรีอยุธยา จำแนกได้เป็น ๔ ยุค
          ๑. ยุคที่ ๑ ระหว่าง พ.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๙๑ เป็นระยะเวลาแห่งการก่อสร้างบ้านเมือง
          ๒. ยุคที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๑๗๑ เป็นยุคแห่งการสงคราม
          ๓. ยุคที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๗๑-๒๒๗๖ เป็นยุคที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับชาวตะวันตก
          ๔. ยุคที่ ๔ ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๗๖-๒๓๑๐ เป็นยุคแห่งความเสื่อมโทรมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศิลปอารยธรรม

คุณค่าแห่งความเป็นมรดกโลก
          นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ ด้วยหลักเกณฑ์มาตรฐาน คือ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นพยานหลักฐานแสดงขนบธรรมเนียมประเพณี หรืออารยธรรม ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ หรืออาจสูญหายไปแล้ว
 
การบริหารจัดการ
          รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาของจุดเริ่มต้นแห่งการอนุรักษ์เมืองพระนครศรีอยุธยาในฐานะที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ กรมศิลปากรได้เริ่มเข้ามาดำเนินการโดยการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองอยุธยา แต่หลังจากที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว กรมศิลปากรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และคุ้มครองมรดกโลกตามแผนงานหลัก ๕ แผน ได้แก่
          ๑. แผนงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน
          ๒. แผนงานพัฒนาและปรับปรุงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการหลัก
          ๓. แผนงานบูรณะปรับปรุงสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์
          ๔. แผนงานพัฒนาและปรับปรุงชุมชน
          ๕. แผนงานรื้อย้ายและปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดิน

นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา : มรดกโลก
          กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองของชุมชนชาวสยามในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อ  พ.ศ. ๑๘๙๓   โดยการรวบรวมเมืองและชุมชนที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ   ได้แก่ เมืองสุพรรณบุรี เมืองลพบุรี และเมืองสรรคบุรี เข้าด้วยกัน
          กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ๓ สาย  คือ  แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี รวมทั้งได้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำส่วนเหนือและส่วนใต้บริเวณคอคอดคุ้งแม่น้ำ จนกลายเป็นเมืองที่มีน้ำล้อมรอบ มีสภาพคล้ายเกาะ
          ลักษณะภูมิสัณฐานที่ตั้งอันเหมาะสมดีเยี่ยมนี้ เมื่อผนวกเข้ากับแสนยานุภาพทางด้านการทหาร ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้านอย่างรวดเร็ว

แหล่งอารยธรรมของพระนครศรีอยุธยา
          ในปัจจุบัน พระนครศรีอยุธยาเป็นนครประวัติศาสตร์ที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมได้ประกาศยกย่องขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ร่องรอยความงดงามด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ประณีตศิลป์ และวรรณกรรม ปรากฏให้เห็นจากโบราณสถาน วัดวาอาราม และวิถีชีวิตไทยที่ยังเหลืออยู่ สะท้อนถึงอารยธรรมและความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวกรุงศรีอยุธยาในอดีต นครประวัติศาสตร์แห่งนี้ นอกจากทรงคุณค่าในฐานะ “มรดกโลก” แล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของไทยและของโลก และเป็นแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากเดินทางมาเยี่ยมชม

                                                                                                                              นางสาวธนิดา  กิตติอดิสร
                                                                                                                              นักวรรณศิลป์ ๕
                                                                                                                              ผู้สรุป
 
 
 
เรื่อง “โบราณสถานสมัยอยุธยา : มรดกล้ำค่าของชาติ”
โดย ศ. ดร.สันติ  เล็กสุขุม
 
          งานช่างหลวงของอยุธยา มีวัฒนธรรมทวารวดีและขอมเป็นพื้นฐาน ได้รับการปรุงแต่งด้วยการผสมผสานกับสุโขทัยและล้านนาตามลำดับ ในศตวรรษแรกของราชธานีกรุงศรีอยุธยา ได้ผนวกเอาแคว้นสุโขทัยไว้ในอาณาจักร ในทางช่างย่อมหมายถึงการควบรวมศิลปะสุโขทัยไว้ในศิลปะอยุธยา ทั้งนี้แตกต่างจากล้านนาที่ยังแผ่อิทธิพลศิลปะลงมาเป็นระลอก อนึ่ง การที่อยุธยาติดต่อค้าขายกับต่างประเทศทั้งใกล้และไกล ย่อมหมายถึงการเพิ่มพูนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มเติมความหลากหลายในงานช่างด้วยเช่นกัน
          กรุงศรีอยุธยาผ่านช่วงเวลากว่า ๔๐๐ปี หลักฐานด้านงานช่างอันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีวัฒนธรรม แสดงให้เห็นภูมิปัญญาช่างจากศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภายใต้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นผู้นำในการสร้างเสริมปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน  ศิลปะของช่างหลวงจึงสืบทอดเป็นแบบแผนประเพณีและแพร่หลายสู่สังคมระดับล่าง ทั้งในราชธานีและเมืองในพระราชอาณาจักร พัฒนาการของงานช่างหลวงอยุธยาได้ช่วยให้เราเรียนรู้ถึงการสืบทอด การยักย้ายถ่ายเทในเชิงช่าง อันเป็นที่มาของการเริ่มต้นใหม่ ๆ 
         
๑. วัดมหาธาตุ : ความหลากหลายของแบบอย่างเจดีย์ สะท้อนความสำคัญและความยืนนานตั้งแต่แรกจนถึงวาระสุดท้ายของราชธานี
          วัดมหาธาตุ ศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์ของราชธานี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๗ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) สมัยอยุธยาตอนต้น วัดนี้เคยเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายคามวาสี
          แผนผังของวัดมหาธาตุเป็นแบบแผนสมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวคือมีเจดีย์ทรงปรางค์เป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ทางทิศตะวันออกเป็นพระวิหารซึ่งส่วนท้ายยื่นเข้ามาในระเบียงคด ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ
          ที่วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สำคัญเพราะเป็นวัดของพระมหากษัตริย์และก่อสร้างมานานตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มราชธานี จึงมีการบูรณะและก่อสร้างเพิ่มเติมมากมาย ตัวอย่างเช่นเจดีย์รายที่อยู่รอบฐานไพทีของพระมหาธาตุ มีการสร้างแทรกขึ้นเพิ่มเติมเจดีย์รายที่มีอยู่แต่เดิม
          พระมหาธาตุซึ่งเป็นเจดีย์ประธานของวัดได้คติการสร้างจากพระเจดีย์จุฬามณีที่ประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงอาจเป็นการสะท้อนว่ากรุงศรีอยุธยานั้นเปรียบได้กับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนบนพระมหาธาตุองค์นี้ได้พังทลายลงมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ คงเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน
          ๒. วัดพระศรีสรรเพชญ์ : วัดที่มีระเบียบงานช่างดีที่สุด เพราะเป็นวัดในพระราชวัง
          วัดพระศรีสรรเพชญ์นี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกที่พระราชมนเทียรให้เป็นเขตพุทธาวาสใน   พ.ศ.  ๑๙๙๑   และเลื่อนเขตพระราชมนเทียรไปทางเหนือริมฝั่งน้ำคือคลองคูเมืองในปัจจุบัน ในรัชกาลต่อมาจึงมีการเริ่มสร้างวัด ส่วนเจดีย์ประธานได้เริ่มสร้างในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๐๓๕) ต่อมาใน พ.ศ. ๒๐๔๒  มีการสร้างวิหารหลวง ในปีต่อมามีการสร้างพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ หล่อด้วยสัมฤทธิ์ เพื่อประดิษฐานไว้ภายใน พระพุทธรูปองค์นี้หุ้มทองทั้งองค์ มีพระนามว่าพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด  วัดในพระบรมมหาราชวัดแห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
          แผนผังของวัดยังคงเป็นแบบแผนที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง คือมีเจดีย์ประธานและระเบียงคดล้อมรอบ เจดีย์ประธานทั้ง ๓ องค์นี้เชื่อกันว่าสร้างต่างวาระกัน แรกสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สร้างไว้เพียง ๒ องค์ สำหรับประดิษฐานพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระราชโอรสองค์โต (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓) รัชกาลต่อมาจึงสร้างต่อไปทางทิศตะวันตกอีก ๑ องค์ รวมเป็น ๓ องค์ อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางโบราณคดีที่นอกจากไม่พบแนวก่อฐานเพื่อสร้างเจดีย์องค์ที่ ๓ แล้ว ยังมีปัญหาของการสร้างระเบียงคดล้อมรอบ ซึ่งหากมีการก่อสร้างเจดีย์องค์ที่ ๓ เพิ่มเติม ก็ต้องรื้อระเบียงคดเพื่อก่อขยายตามไปด้วย แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบร่องรอยก่อขยายใด ๆ จึงเป็นประเด็นที่ต้องนำมาทบทวนใหม่
          อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ พระอุโบสถของวัดพระศรีสรรเพชญ์นี้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผิดแบบแผนการสร้างวัดในสมัยอยุธยาตอนต้นที่สืบมาถึงสมัยอยุธยาตอนกลางซึ่งพระอุโบสถควรจะอยู่ทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า มีการย้ายพระอุโบสถจากตำแหน่งเดิมที่ปัจจุบันคือพระวิหารยอด เป็นวิหารแบบตรีมุข 
          ๓. วัดหน้าพระเมรุ : พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุด สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด งามที่สุด และประเด็นโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ที่มักกล่าวถึงกันบ่อยที่สุด
          ตำนานกล่าวถึงวัดนี้ว่า พระองค์อินทร์ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๔๓ ได้นามว่า  “วัดเมรุราชิการาม” ต่อมาภายหลังจึงเรียกกันว่า “วัดหน้าพระเมรุ” ชื่อของวัดคงหมายถึงการที่เป็นวัดสำหรับถวายพระเพลิงพระศพเจ้านายชั้นสูง หรือพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง
          พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่ อันควรเป็นฝีมือช่างคราวบูรณะครั้งสำคัญในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
          วัดหน้าพระเมรุมีการบูรณะครั้งสำคัญ คือ เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการบูรณะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
          ๔. วัดไชยวัฒนาราม : วัดที่มีข้ออธิบายดีที่สุดด้านเอกลักษณ์ของงานช่างสมัยอยุธยาตอนปลาย
          สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๗๓ อันเป็นปีแรกของรัชกาล  พระราชพงศาวดารฯ บางฉบับระบุว่าสถานที่สร้างวัดนี้เดิมเป็นนิวาสสถานของพระราชชนนีของพระองค์
          สิ่งก่อสร้างสำคัญคือปรางค์ประธานแวดล้อมด้วยระเบียงคดและเมรุทิศเมรุมุมทั้งหมดอยู่บนฐานไพที เมรุทิศและเมรุมุมมีอยู่ทั้งหมด ๘ เมรุ รูปแบบของเมรุคือปราสาทซึ่งหมายถึงเรือนยอดที่มีชั้นซ้อนลดหลั่นแสดงฐานันดรสูง ในเมรุทิศประจำสี่ทิศหลักประดิษฐานพระพุทธรูป ๑ องค์  ส่วนเมรุมุมนั้น
ประดิษฐานพระพุทธรูปเมรุละ ๒ องค์ รวมพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในเมรุทั้งหมด ๑๒ องค์ พุทธ-ลักษณะของพระพุทธรูปมีความคล้ายคลึงกับพระประธานที่วัดหน้าพระเมรุที่มีการบูรณะในสมัยพระเจ้าปราสาททอง นอกจากนี้พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่รอบระเบียงคดก็แสดงให้เห็นถึงพุทธลักษณะที่นิยมสร้างในสมัยพระเจ้าปราสาททองด้วยเช่นเดียวกัน
          ๕. วัดมเหยงคณ์ : วัดในสมัยอยุธยาตอนต้นที่หลักฐานงานช่างบ่งว่าเกี่ยวข้องกับสุโขทัย
          สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดเหยงคณ์ ใน พ.ศ. ๒๙๘๑ วัดนี้อยู่ทางตะวันออกนอกเกาะกรุงศรีอยุธยา
          เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงระฆัง โดยมีลักษณะสำคัญคือ แถวรูปช้างเรียงรายรอบฐาน ซึ่งสนับสนุนประเด็นที่เชื่อกันว่าพระองค์ทรงเกี่ยวดองกับราชสำนักสุโขทัย เชื่อกันว่าพระมเหสีของพระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงของราชธานีทางเหนือ เพราะแบบอย่างของการทำช้างล้อมที่ฐานเจดีย์สร้างในศิลปะสุโขทัยมาก่อน
          ปลายสมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดนี้ งานสำคัญอยู่ที่พระอุโบสถ เพราะแบบอย่างงานช่างชวนให้เชื่อว่าสร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิม สันนิษฐานว่าพระอุโบสถนี้เดิมเคยเป็นวิหารมาก่อน เนื่องด้วยธรรมเนียมการสร้างวัดในสมัยอยุธยาตอนต้นจะสร้างพระวิหารให้อยู่ทางทิศตะวันออก แต่ในสมัยอยุธยาตอนปลายนิยมสร้างพระอุโบสถให้อยู่ทางทิศตะวันออกจึงมีการเปลี่ยนพระวิหารให้เป็นพระอุโบสถดังที่เห็นในปัจจุบัน
          ๖. วัดกุฎีดาว : หลักฐานของการก่อสร้างงานบูรณะในสมัยอยุธยาตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย และปัจจุบัน
          ประวัติของวัดระบุว่าได้มีการบูรณะในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งคงเป็นครั้งสำคัญยิ่ง อยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ ซึ่งต่อมาเสวยราชสมบัติต่อจากพระองค์  เฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง
          ตำแหน่งของสิ่งก่อสร้างสำคัญ ได้แก่ อุโบสถ เจดีย์ประธาน และวิหาร เป็นแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก อันเป็นแบบอย่างเฉพาะของแผนผังวัดสมัยอยุธยาตอนต้น แต่เมื่อมีการบูรณะในสมัยอยุธยาตอนปลายได้มีการย้ายพระอุโบสถมาอยู่ทางทิศตะวันออกซึ่งเดิมเป็นวิหาร
          พระเจดีย์ประธานของวัดเป็นทรงระฆัง มีส่วนฐานที่ลาดเอียง ประกอบกับเมื่อตรวจสอบชิ้นส่วนที่พังทลายลงมาแล้วไม่พบส่วนบัลลังก์ของเจดีย์ จึงอาจจะสันนิษฐานได้ว่าเจดีย์ประธานองค์นี้เป็นศิลปะแบบมอญ-พม่า
          ๗. วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร : วัดประจำราชวงศ์จักรี ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
          เดิมชื่อ วัดทอง เป็นชื่อของพระบรมชนกนาถของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในการที่ทรงผนวชในสมัยที่ยังรับราชการในกรุงศรีอยุธยา
          หลังจากเสียกรุง วัดได้ร้างลง ปรักหักพังเสียหาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสวยราชสมบัติที่กรุงเทพมหานครได้  ๓  ปี คือใน พ.ศ. ๒๓๒๘  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสุวรรณดาราราม” หลังจากนั้น พระมหากษัตริย์ ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี  ได้ทะนุบำรุงวัดนี้ตลอดมา  ในรัชกาลที่  ๗  มีการปฏิสังขรณ์พระวิหาร
โปรดเกล้าฯ ให้มหาเสวก พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) เขียนภาพฝาผนังด้วยวิธีการอย่างตะวันตก เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นแทนภาพปรัมปราคติแบบแผนโบราณที่ชำรุด ในรัชกาลปัจจุบันได้มีการบูรณะพระอุโบสถ พระวิหาร และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ อีกมาก
          ๘. วัดธรรมิกราช : หลักฐานงานช่างที่ช่วยในการกำหนดอายุ พระเจดีย์ประธานที่มีรูปสิงห์ล้อม และเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
          ตำนานกล่าวไว้ว่า พระยาธรรมิกราช พระราชบุตรของพระเจ้าสายน้ำผึ้งได้เสวยราชสมบัติ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดมุขราช ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดธรรมิกราช” อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่า พระราชพงศาวดารฯ ระบุการสร้างวัดนี้ นอกจากเหตุการณ์หลังการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๑ วัดนี้เป็นที่ประชุมครั้งสำคัญของพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ในการไกล่เกลี่ยพระราชวงศ์บางพระองค์ที่ชิงกันขึ้นเสวยราชย์
          หลักฐานด้านงานช่างที่สามารถนำมาใช้ประมาณกำหนดอายุการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ คือเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งมีสิงห์ล้อมที่ฐาน อันเป็นแบบอย่างของงานช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาระยะแรก สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากล้านนาและเขมร เนื่องจากล้านนามีการสร้างเจดีย์ที่ใช้ช้างล้อมที่ฐาน ส่วนสิงห์นั้นเป็นศิลปะแบบเขมรซึ่งมีร่องรอยการซ่อมแซมในสมัยหลัง สำหรับเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ก็คงอยู่ในระยะเวลานั้น หรือก่อนเล็กน้อย (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)
 
                                                                                                                                 นายปิยะพงษ์  โพธิ์เย็น
                                                                                                                                 นักวรรณศิลป์ ๓
                                                                                                                                 ผู้สรุป
 
เรื่อง  “อยุธยาไพโรจน์ตรีบูรณ์ : ศิลปกรรม
ของพระนครศรีอยุธยาอดีตราชธานี แห่งสยามประเทศ”
โดย นายจุลทัศน์ พยาฆรานนท์
 
          พระนครศรีอยุธยา อดีตราชธานีแห่งสยามประเทศ สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) บริเวณพระนครศรีอยุธยามีลำน้ำกว้างและลึกล้อมอยู่โดยรอบจึงมีลักษณะเป็นดั่งเกาะ ซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่า “เกาะเมือง” มีกำแพงกั้นเป็นเขตรอบพระนคร มีประตูบก ประตูน้ำ ป้อมรักษาการรายรอบพระนครเป็นระยะ ๆ สำหรับป้องกันพระนคร  ภายในพระนครศรี-อยุธยามีพระราชวังหลวง มีอารามใหญ่น้อยจำนวนกว่า ๑๐๐ แห่ง นอกจากนี้ยังมีเทวสถาน มัสยิด และศาลเจ้ารวมอยู่ด้วย มีชุมชนชาวสยาม จีน แขก มอญ ลาว ญี่ปุ่น และชาวตะวันตก สังคมในราชธานีประกอบด้วยสังคมแห่งราชสำนัก สังคมขุนนาง สังคมพลเมืองชาวสยามและชาวต่างชาติ สังคมของนักบวช เช่น พระสงฆ์ พราหมณ์  ผู้คนในแต่ละสังคมได้รับการกำหนดฐานะและความสำคัญด้วย “ศักดินา” แบ่งออกเป็นชนชั้นเจ้านาย ขุนนาง นักบวช ไพร่ ทาส  สังคมของผู้คนแต่ละชนชั้นมีความต่างกันทางฐานะ ยศ ศักดิ์ ภาระหน้าที่ ซึ่งอาจแสดงให้เห็นได้ด้วย “รูปแบบ” ของสิ่งอุปโภคที่ใช้ในโอกาสและเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งประเภทศาสนสถาน ศาสนวัตถุ พระราชวัง ยานพาหนะ ศัสตราวุธ เหย้าเรือนเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องนุ่งห่ม  เงินตรา ฯลฯ ซึ่งเครื่องอุปโภคบางอย่างที่คงเหลือให้เห็นในปัจจุบันต่างเป็นสิ่งที่สร้างหรือทำขึ้นอย่างมี “ศิลปลักษณะ” แสดงให้เห็นได้ว่า สังคมพระนครศรีอยุธยาเป็นสังคมที่ตระหนักในคุณค่าของ “ศิลปลักษณะ” เมื่อพระนครศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกกับต่อมามีผู้คนจำนวนไม่น้อยบุกเข้าไปขุดค้นหาทรัพย์สินในสถานที่ต่าง ๆ ภายในพระนครอย่างต่อเนื่องกว่า ๑๐๐ ปี  ถาวรสถานและศิลปวัตถุอันเป็นผลงานทางศิลปกรรมจึงถูกทำลายหรือขนย้ายไปจากพระนครศรีอยุธยา
          ศิลปกรรมในพระนครศรีอยุธยาที่ยังคงเหลืออยู่พอให้พบเห็นได้ในปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็นประเภท ดังนี้ 
          ๑. สถาปัตยกรรม แบ่งเป็น
          สถาปัตยกรรมประเภทศาสนสถาน เฉพาะที่มีอยู่ในอารามแต่ละแห่ง  เช่น พระสถูปเจดีย์ พระมหาธาตุเจดีย์ อุโบสถ วิหาร พระระเบียง ศาสนสถานในแต่ละอารามได้รับการสถาปนาขึ้นต่างเวลาต่างสมัย ทำให้มีรูปแบบและคตินิยมต่าง ๆ กันไป เช่น ตามพระราชนิยม นิกายนิยม หรือระเบียบนิยม 
          ศาสนสถานสมัยที่ ๑  (แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒) อารามที่สถาปนาขึ้นมีแบบแผนโดยพระราชนิยมในพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภก คือการสถาปนาพระมหาธาตุเจดีย์หรือภายหลังนิยมเรียกว่า “พระปรางค์” ขึ้นเป็นประธานท่ามกลางบริเวณพุทธาวาส สร้างระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปล้อมพระมหาธาตุเจดีย์ทั้ง ๔ ด้าน ด้านหน้าทาง
ทิศตะวันออกสร้างวิหารขนาดใหญ่ เรียกว่า “วิหารหลวง” อุโบสถมีขนาดย่อมกว่าวิหาร และมักสร้างไว้นอกวงระเบียงไปทางทิศตะวันตก  อาคารเหล่านี้ก่ออิฐถือปูน ผนังอาคารมักก่อทึบ เครื่องบนประกอบด้วยไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาอย่างที่เรียกว่ากระเบื้องกาบู อารามในสมัยนี้ เช่น วัดพุทไธศวรรย์ วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ 
          ศาสนสถานสมัยที่ ๒  (แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) อารามที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในสมัยนี้มีแบบแผนคือ สร้างพระสถูปเจดีย์ทรงลังกาขึ้นเป็นประธานท่ามกลางบริเวณพุทธาวาส มีระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปล้อมพระสถูปเจดีย์ทั้ง ๔ ด้าน วิหารหลวงยังคงอยู่ตรงหน้าพระสถูปเจดีย์ อุโบสถนั้นยังคงอยู่ต่อออกไปทางทิศตะวันตก อาคารสถานก่ออิฐถือปูน มีการเจาะฝาผนังด้านข้างเป็นช่องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ในแนวตั้งหลายช่อง สำหรับระบายอากาศและให้แสงส่องลอดเข้าไปภายในอาคาร ส่วนหลังคายังคงใช้โครงไม้ มุงด้วยกระเบื้องดินเผา  อารามในสมัยนี้ เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ 
          ศาสนสถานสมัยที่ ๓  (แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์) อารามที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในสมัยนี้เป็นไปตามพระราชนิยมคือกลับมาสร้างพระมหาธาตุเจดีย์เป็นประธานในบริเวณพุทธาวาส โดยมีพระราชนิยมใหม่ในการปรับปรุงพระสถูปเจดีย์ทรงลังกาซึ่งลักษณะคล้ายกรวยกลมให้เป็นทรงกรวยเหลี่ยม ย่อมุมที่พระสถูปทั้ง ๔ มุม มุมละ ๓ มุม ต่อมาเรียกว่า “พระเจดีย์เหลี่ยมย่อไม้สิบสอง”  อาคารก่ออิฐถือปูน เจาะช่องหน้าต่างแทนช่องระบายอากาศ อุโบสถได้รับความสำคัญกว่าวิหาร อารามในสมัยนี้ เช่น วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราช วัดเชิงท่า
          ศาสนสถานสมัยที่ ๔  (แผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ) อารามที่สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลายนี้เป็นอย่างพระราชนิยมโดยนำเอาพระสถูปเจดีย์มาสร้างขึ้นเป็นประธานในบริเวณพุทธาวาส มีทั้งทรงลังกาและทรงสี่เหลี่ยมย่อไม้สิบสอง อุโบสถสร้างต่อออกมาทางตอนหน้าพระสถูปเจดีย์ ไม่นิยมสร้างวิหาร แต่สร้างศาลาการเปรียญขึ้นใช้ประโยชน์แทน และไม่นิยมสร้างระเบียง อารามในสมัยอยุธยาตอนปลายนี้ เช่น วัดบรมพุทธาราม วัดมเหยงคณ์ วัดกุฎีดาว 
               สถาปัตยกรรมประเภทราชสถาน พระราชวังหลวงแห่งแรกได้รับการสถาปนาขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ณ บริเวณปัจจุบันคือวัดพระศรีสรรเพชญ์ มีพระที่นั่งเป็นที่ประทับสำหรับพระเจ้าแผ่นดินคือ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท และพระที่นั่งไอยสวรรย์มหาปราสาท แต่รูปแบบพระที่นั่งและบริวารสถานในพระราชวังหลวงแห่งแรกเป็นอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัด  เมื่อถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้เปลี่ยนแปลงพระราชวังทำเป็นวัด สร้างศาสนสถานต่าง ๆ ขึ้นแทนพระที่นั่ง  พระราชวังหลวงแห่งหลังได้รับการสถาปนาขึ้น ณ บริเวณถัดขึ้นไปจากพระราชวังแห่งแรกทางด้านเหนือไปสุดชานพระนครติดกับแม่น้ำลพบุรี ลักษณะเป็นพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม มีกำแพงก่อล้อมรอบ ๔ ด้าน มีประตูใหญ่ประตูน้อย มีป้อมรักษาการประจำมุมพระราชวังและกลางย่านกำแพงแต่ละด้าน  ในพระราชวังหลวงมีพระที่นั่งหลายองค์ได้รับการสถาปนาในสมัยต่าง ๆ ได้แก่ 
               พระที่นั่งมังคลาภิเษกมหาปราสาท  อยู่ทางด้านใต้ สถาปนาในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเกิดเพลิงไหม้เสียหายหมด จึงโปรดให้สถาปนาขึ้นใหม่เป็นอย่างพระมหาปราสาทยอดปรางค์ ๕ ยอด มีมุขเด็จด้านหน้า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพระวิหารสมเด็จ
               พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท  อยู่ถัดขึ้นไปทางด้านเหนือพระที่นั่งพระวิหารสมเด็จ สถาปนาในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อยู่มาจนกระทั่งเสียกรุง พระที่นั่งองค์นี้เครื่องบนทำเป็นอย่างพระมหาปราสาท ๕ ยอด มีมุขเด็จด้านหน้า สำหรับเสด็จออกรับแขกเมือง
               พระที่นั่งเบญจารัตนมหาปราสาท  อยู่ถัดขึ้นไปทางด้านเหนือพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท ต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์โปรดให้รื้อลง แล้วให้สถาปนาเป็นพระที่นั่งใหม่ทำพื้น ๒ ชั้น พระราชทานนามว่า พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์
               พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์  ได้รับสถาปนาขึ้นใหม่แทนที่พระที่นั่งเบญจารัตนมหาปราสาท ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ อยู่ด้านเหนือสุดของพระราชวัง
               พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท  สถาปนาขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง อยู่ทางด้านใต้ใกล้วัดพระศรีสรรเพชญ์  ลักษณะเป็นอย่างพลับพลาโถงเครื่องยอดปราสาท ยกพื้น ๓ ชั้น สำหรับเสด็จประทับทอดพระเนตรการแห่สระสนานช้างม้าและการฝึกหัดช้างม้า พระที่นั่งองค์นี้เมื่อแรกสร้างพระราชทานนามว่า พระที่นั่งศิริยโสธรมหาพิมานบรรจง ภายหลังพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท
               พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์  สถาปนาขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ลักษณะเป็นพระที่นั่งจัตุรมุขยอดราสาท ตั้งอยู่บนเกาะมีสระน้ำล้อม ๔ ด้าน อยู่ทางด้านตะวันตกของพระราชวังหลวง
               พระที่นั่งและอาคารสถานต่าง ๆ ที่คงเหลืออยู่ก็เพียงซากปรักหักพังไม่คงรูปทรงดังเดิม เนื่องจากถูกรื้ออิฐขนย้ายลงไปสร้างกำแพงรอบกรุงรัตนโกสินทร์และอาคารสถานต่าง ๆ เป็นคราวใหญ่คราวหนึ่งกับยังรื้อเอาอิฐลงไปกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา 

               สถาปัตยกรรมประเภทพลเมืองสถาน ได้แก่ 
               เรือนเครื่องผูก  เรือนที่นิยมปลูกสำหรับสามัญชน แต่ที่ปลูกขึ้นเป็นเรือนรับรองราชทูตระหว่างเดินทางจากปากน้ำขึ้นมายังพระนครศรีอยุธยาก็มี 
               เรือนเครื่องสับ  หรือ เรือนฝากระดาน มักเป็นเรือนสำหรับคหบดี ขุนนาง และทำเป็นตำหนักสำหรับเจ้านาย 
               ตึก  อย่างตึกฝรั่ง ตึกแขก ตึกจีน สร้างขึ้นเป็นที่อยู่ อาคารพาณิชย์ ตำหนักสำหรับเจ้านาย และสร้างทำเป็นทำเนียบที่พักสำหรับทูตต่างประเทศก็มี 
               เรือนแพ  สำหรับเป็นที่อาศัย และร้านค้า ประจำอยู่ตามริมแม่น้ำริมคลอง เป็นชุมชนขนาดย่อม ๆ ทั่วไปรอบพระนคร 
               ๒. ประเภทประติมากรรม งานประติมากรรมสมัยพระนครศรีอยุธยาใช้วัสดุ เช่น หิน ไม้ ปูน สัมฤทธิ์ เงิน ทองคำ นำมาสร้างงานด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น การปั้น การหล่อ การบุ การแกะสลัก  นอกจากนี้ยังได้รับการตกแต่งผิวภายนอกให้มีคุณค่าและมูลค่าด้วยการลงรักปิดทอง บุด้วยเงินหรือ
ทองคำ ระบายสีต่าง ๆ เป็นต้น 
               งานประติมากรรมเนื่องกับศาสนา คือ พระพุทธปฏิมากร หรือ พระพุทธรูป นิยมทำพระพุทธปฏิมากรทรงเครื่องอย่างขัตติยภูษิตาภรณ์ ทรงพระมหามงกุฎอย่างพระเจ้าจักรพรรดิราช เรียกกันเป็นสามัญว่า พระพุทธรูปทรงเครื่อง ซึ่งทำเป็น ๒ แบบ คือ ทรงเครื่องน้อย กับ ทรงเครื่องใหญ่  พระพุทธรูปอย่างทรงเครื่องใหญ่ ที่ยังคงอยู่ให้เห็นได้ ได้แก่ พระประธานในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ 
               งานประติมากรรมเนื่องกับราชสำนัก ไม่ค่อยมีหลักฐานเหลืออยู่ให้เห็น ในเอกสารบางเรื่องสมัยกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกบางตอนอ้างถึง พระรูปฉลองพระองค์พระเจ้าแผ่นดินได้รับการสร้างขึ้นไว้บ้าง ดังในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม งานประติมากรรมเนื่องกับราชสำนัก อีกประเภทหนึ่ง คือ เงินพดด้วง ทำด้วยดินเผาใช้เป็นเงินปลีก และ ประกับ
               งานประติมากรรมเนื่องกับพลเมือง มักใช้ดินเป็นวัตถุดิบ ปั้นหรือพิมพ์ขึ้นแล้วเผาไฟ ทำเป็นรูปปั้นต่าง ๆ เช่น เด็กนั่งอุ้มไก่ หญิงอุ้มเด็ก เด็กชายยืน ตุ๊กตาเจ้าพราหมณ์ รูปชาวต่างชาติ และรูปสัตว์ต่าง ๆ 
          ๓. ประเภทจิตรกรรม งานจิตรกรรมที่คงเหลือมาให้เห็นได้ในปัจจุบัน ได้แก่ 
               งานจิตรกรรมในสมุดธาตุ คือ รูปภาพเขียนระบายบนหน้า สมุดไทย เป็นภาพพรรณนาเรื่องไตรภูมิบ้าง ภาพประกอบเรื่องพระมาลัยบ้าง ภาพประดับในสมุดเขียนเรื่องธรรมต่าง ๆ ที่เรียกว่า สมุดธาตุ
               งานจิตรกรรมตกแต่งครุภัณฑ์และสถาปัตยกรรม ส่วนมากเขียนด้วยวิธีปิดทองรดน้ำ
หรือเขียนสีกำมะลอ ใช้ตกแต่งฝาตู้ ฝาหีบ บานประตูบานและหน้าต่างของศาสนสถาน เป็นต้น 
               งานจิตรกรรมฝาผนัง คือ งานจิตรกรรมเขียนบนผนังในอุโบสถ วิหาร มณฑป ครรภธาตุ
ในพระมหาธาตุเจดีย์ เป็นต้น เขียนด้วยสีฝุ่นผสมยางไม้และปิดทองคำเปลวบางส่วน  
               สถานที่ที่มีงานจิตรกรรมฝาผนังหลงเหลืออยู่เช่น ฝาผนังในห้องกรุใต้พระมหาธาตุเจดีย์วัดราชบูรณะ ฝาผนังปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระมหาธาตุเจดีย์ วัดมหาธาตุ ฝาผนังภายในตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ 
          ๔. ประเภทประณีตศิลป์ ได้แก่
               งานโลหะรูปพรรณ คือ งานช่างทอง ช่างเงิน ช่างแกะ ช่างฝังอัญมณี ช่างคร่ำทองเงิน ทำเป็นเครื่องศิราภรณ์ เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องใช้สอย ตกแต่งอาวุธ เป็นต้น งานประณีตศิลป์ประเภทนี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
               งานประดับมุก ตกแต่งบานประตู บานหน้าต่าง ฝาตู้หนังสือ ฝาบาตร เป็นต้น งานประดับมุกชิ้นเยี่ยมที่ยังเหลืออยู่คือบานประตูประดับมุกอุโบสถวัดบรมพุทธาราม ปัจจุบันทำเป็นบานประตูประจำหอพระมณเฑียรธรรม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                                                                                                                         นางทิพาภรณ์  ธารีเกษ
                                                                                                                         นักวรรณศิลป์ ๖ ว
                                                                                                                         ผู้สรุป
 
 

 
 เรื่อง “โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ”
โดย นายอเนก  สีหามาตย์  ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรที่ ๓
นางสุบงกช  ธงทองทิพย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

          นายอเนก  สีหมาตย์ บรรยายเรื่องการบริหารจัดการนครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์โบราณสถาน สภาพของเมืองพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นทั้งเมืองใหม่และเมืองโบราณจะมีปัญหามากในการบริหารจัดการเมือง เมื่อแยกประเภทของอาชีพหรือแยกตามลักษณะอื่นๆ แล้วจะพบว่า มีโบราณสถานในตัวเกาะเมืองประมาณ ๕ พันไร่เศษ นอกเกาะเมืองประมาณ ๓ พันไร่ แบ่งเป็นกลุ่มอยุธยาฝั่งตะวันออก กลุ่มคลองสระบัวด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันตก กลุ่มวัดพุทไธศวรรย์ด้านทิศใต้ เพราะเมืองโบราณพระนครศรีอยุธยาหลักศูนย์กลางจะอยู่ที่เกาะเมือง ส่วนรอบนอกมีโบราณสถานที่เป็นจุดเด่นสำคัญ ๆ หลายแห่ง เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล วัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธศวรรย์ เพนียดคล้องช้าง กลุ่มอโยธยาและขนอนซึ่งเป็นด่านเก็บภาษีอากร ด่านคนเข้าเมืองห่างไปประมาณ ๒-๓ กิโลเมตรทางปากแม่น้ำสำคัญ ๓ สาย ฉะนั้นการอนุรักษ์โบราณ-สถานของพระนครศรีอยุธยาจึงต้องใช้หลักการวางผังเมืองโบราณเป็นหลักในการออกแบบผังแม่บท ความสำคัญของเมืองนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ
               – วัดพนัญเชิง ในอดีตมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ อยู่ปากแม่น้ำ ๒ สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก การเติบโตของอยุธยาเกี่ยวกับการที่พ่อค้าจีนเข้ามาค้าขายในอยุธยา
               – หลักฐานโดดเด่นคือ การวางผังเมืองมีแม่น้ำ ๓ สายล้อมรอบ มีปราการในตัวเกาะเมือง มีการขุดคลองเชื่อมในเมืองเป็นหลัก 
               – การเมืองการปกครองที่ได้พัฒนามาถึง ๔๑๗ ปี
               – การสร้างสรรค์ศิลปวัตถุ สถาปัตยกรรม และโบราณวัตถุ ซึ่งเกิดจากชาวกรุงศรีอยุธยา
ที่ติดต่อกับเพื่อนบ้านและนานาชาติ
               จะเห็นได้ว่าการวางผังเมืองเอื้ออำนวยต่อการค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น โปรตุเกส
ฮอลันดา ญี่ปุ่น อังกฤษ

          ประวัติการดำเนินงานอนุรักษ์โบราณสถานพระนครศรีอยุธยา
          พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีการรื้ออิฐตามโบราณสถานไปสร้างกรุงแห่งใหม่
          พ.ศ. ๒๓๙๗–๒๔๑๑ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีการอนุรักษ์
โบราณสถานต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา
          พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศให้สงวนที่ดินเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินห้ามเอกชนถือครอง
          พ.ศ. ๒๔๗๕ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลได้ตรา พ.ร.บ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินในเกาะเมืองให้กระทรวงการคลังถือครอง
          พ.ศ. ๒๔๗๘ กรมศิลปากร  กระทรวงวัฒนธรรม  ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน  จำนวน ๖๙ แห่ง
          พ.ศ. ๒๔๘๑  กระทรวงการคลังโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในเกาะเมืองให้เอกชนถือครอง
          พ.ศ. ๒๔๙๙  จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะ
          พ.ศ.  ๒๕๑๐ คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการสำรวจขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา และบริเวณใกล้เคียง
          พ.ศ. ๒๕๑๙ กรมศิลปากรประกาศเขตพื้นที่ภายในเกาะเมืองเนื้อที่ ๑,๘๑๐ ไร่ เป็นเขตโบราณสถาน
          พ.ศ. ๒๕๒๕ กรมศิลปากรดำเนินการอนุรักษ์ภายใต้ชื่อ “โครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระ
นครศรีอยุธยา”
          พ.ศ. ๒๕๓๐ เริ่มจัดทำแผนแม่บทโครงการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
          พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
          พ.ศ. ๒๕๓๖ คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแผนแม่บท
          พ.ศ. ๒๕๓๗ กรมศิลปากรเริ่มดำเนินการตามแผนแม่บท
          พ.ศ. ๒๕๔๐ กรมศิลปากรประกาศเขตพื้นที่ภายในเกาะเมืองเพิ่มเติมจำนวน  ๓,๐๐๐  ไร่ เป็นเขตโบราณสถาน มีผลทำให้เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทั้งหมดเป็นเขตโบราณสถาน
          สิ่งที่จะเป็นประโยชน์จากการดำเนินการตามแผนแม่บทคือ
          ๑.  การอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นไปอย่างถูกต้องตามคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเหมาะสมกับความเป็นมรดกโลก
          ๒.  สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับงบประมาณและสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
          ๓.  สามารถเป็นสื่อกลางให้ประชาชนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ไปพร้อมกับที่ผู้มาเยือนได้ตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาติสามารถดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาควบคู่กันไปได้ในขอบเขตที่เหมาะสม
          นางสุบงกช  ธงทองทิพย์ บรรยายเรื่องกรอบของการทำงานในนครประวัติศาสตร์และกลุ่มของงานโบราณสถานว่า มีที่มาจากรัชกาลที่ ๕ ทรงประกาศสงวนเขตของพื้นที่เกาะเมืองเอาไว้สำหรับเป็นโบราณสถาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพทางด้านการเมืองและแนวนโยบาย ทำให้กลุ่มของโบราณ-สถานเหล่านี้ลดลงไปเรื่อย ๆ ในปี ๒๔๙๙ รัฐบาลได้กำหนดให้กรมศิลปากรเข้ามาดำเนินการขุดค้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้มีการขุดค้นพระบรมสารีริกธาตุและได้มีผู้ลักลอบขุดกรุวัดราชบูรณะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขึ้น และได้เสด็จเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี ๒๕๐๔ การที่ใช้ชื่อว่า เจ้าสามพระยา เพราะต้องการให้รำลึกถึงผู้ทรงสร้างวัดราชบูรณะ คือ เจ้าสามพระยาหรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ สิ่งที่ได้จากกรุวัดราชบูรณะเปรียบเสมือนกับตัวเชื่อมความรู้ที่ค่อนข้างเลือนลางกับความรู้ในเรื่องของอดีต
          จากปี ๒๕๐๔ ถึงปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน ๔๔ แห่ง แต่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยายังคงมีนักท่องเที่ยวเขามาชมอย่างต่อเนื่อง
          กรุงศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ซึ่งมีแม่น้ำล้อมรอบ ๓ สาย และการเป็นจุดที่ตั้งในการรับทรัพยากรจากภายในผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และจุดรับในการที่จะเข้ามาติดต่อจากสำเภาภายนอก ทำให้บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมและเศรษฐกิจ ดังนั้น วัดโบราณหลายแห่งจึงปรากฏก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เช่น วัดธรรมิกราช เนื่องจากมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งทำให้สามารถสร้างวัดและสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ได้ ในขณะเดียวกันความเป็นกรุงศรีอยุธยาแม้จะเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของราชวงศ์สุพรรณภูมิในรากฐานของความเป็นดินแดนในซีกตะวันตกแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับราชวงศ์อู่ทองในรากฐานแห่งละโว้นั้น พบว่าศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน เช่น ที่ตั้ง เศรษฐกิจ ชุมชน ระบบการเมืองการปกครองรูปแบบใหม่ก็คือ เทวราชา ทำให้มีพัฒนาการที่จะสามารถขยายเครือข่ายในการรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนหรือรัฐของไทย และพบว่ามีการเข้ามารวมตัวของรัฐไทยคือ ราชวงศ์สุโขทัย รัฐล้านนา และรัฐนครศรีธรรมราช กลุ่มโบราณวัตถุที่พบในพระมงคลบพิตรล้วนแต่มีศิลปกรรมที่มาจากแว่นแคว้นต่าง ๆ นี่คือรูปธรรมของการที่คนไทยได้รวมกันเป็นประเทศชาติ นอกจากนี้ยังได้พบโบราณวัตถุในกรุวัดราชบูรณะ ซึ่งอยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นจำนวนมาก โบราณวัตถุเหล่านี้ไม่ได้บอกแต่เพียงรากฐานของความเป็นมาของชาติและบ้านเมืองอย่างเดียว แต่ได้บอกถึงสถานภาพของความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและของโลกตะวันตกซึ่งได้มาพบกันที่กรุงศรีอยุธยาด้วย
          หลักฐานที่พบจากกรุวัดราชบูรณะนั้น พบว่าศิลปกรรมมีรากฐานและมีที่มาจากศิลปกรรมดั้งเดิมซึ่งวิวัฒนาการจากอินเดีย ชวา ศรีลังกา อินเดียตอนใต้ กลุ่มของทิเบต พม่า พุกาม ฯลฯ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของกรุงศรีอยุธยาที่มีต่อนานาชาติ  ในขณะเดียวกันกรุงศรีอยุธยาจากรากฐานที่มีพัฒนาการจากรัฐรุ่นเก่าไม่ว่าจะเป็นรัฐสุพรรณภูมิซึ่งมาจากทวารวดีนั้น เห็นได้จากบุรพกษัตราธิราชได้อัญเชิญพระพุทธรูปจากดินแดนดั้งเดิมที่ถูกทิ้งรกร้างมาบูรณะ และกลายเป็นพุทธบูชา เช่น พระพุทธรูปที่วัดหน้าพระเมรุซึ่งเคยนำมาประดิษฐานและถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดมหาธาตุ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จะเห็นได้ถึงพื้นฐานและความเป็นมาของคำว่า ทวารวดี ที่ปรากฏอยู่ในสร้อยนามของกรุงศรีอยุธยานั้นว่าส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับร่องรอยและหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่พบในกลุ่มของเมืองเก่าในเขตของเมืองโบราณอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองราชบุรี และเมืองลพบุรี มีการพบเหรียญที่แสดงถึงการประเมินห้วงเวลาในช่วงของทวารวดีได้ว่า ไทยเรามีทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  ดังนั้น กรุงศรีอยุธยาคือการตกผลึกของความเจริญรุ่งเรืองของภูมิปัญญาอันสำคัญของบรรพบุรุษ วิเทโศบายที่สำคัญคือ การจัดการให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชนต่างชาติ แต่สามารถควบคุมได้ ดังจะเห็นหมู่บ้านที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาถูกกำหนดให้อยู่ในจุดต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม เช่น หมู่บ้านญี่ปุ่น หมู่บ้านโปรตุเกส หมู่บ้านฮอลันดา นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยาใกล้ชิดกับคนไทยมาตั้งแต่อดีต คือ ชุมชนจีน ดังในบันทึกพงศาวดารจีน มีดินแดนที่ต่อมานักวิชาการเรียกกันว่า ทวารวดี รัฐทวารวดีในกฎหมายจะไม่ถือว่าชุมชนจีนเป็นชุมชนต่างชาติ แต่ถือว่าเป็นคนในแผ่นดินเดียวกันและได้รับอนุญาตให้อยู่ใกล้ชิดกับราชสำนักมากที่สุด ดังจะเห็นได้จาก วัดพนัญเชิง ศิลปกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการรับรูปแบบและความเชื่อคือบานประตูที่มีทวารบาลเป็นรูปเซี่ยวกาง 
          ทวารบาลสำคัญที่แสดงความเป็นกรุงศรีอยุธยาโดยแท้ ได้จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางในด้านศาสนจักรควบคู่กับความเป็นราชอาณาจักร เป็นศูนย์กลางของแผ่นดินอย่างต่อเนื่องและยาวนาน และเป็นต้นแบบให้มีศูนย์กลางแห่งแผ่นดินในกรุงเทพมหานครที่มีวัดพระศรีรัตน-ศาสดาราม
          คุณค่าแห่งการมองผ่านโบราณวัตถุต่าง ๆ ไปสู่ความเป็นประวัติศาสตร์นั้นน่าสนใจอย่างยิ่งเพราะทำให้สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งมองผ่านหน้าบันก็สามารถเข้าใจถึงความเป็นรูปแบบของแนวประเพณีในราชสำนักของไทยเราที่มีความเชื่อว่า สถาบันกษัตริย์เป็น รามาวตาร คำว่า “รามาธิบดี” เป็นสิ่งที่เป็นความเชื่อและเป็นรูปแบบของขนบธรรมเนียมประเพณี 
          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ได้ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม มีการจัดแสดงพระพุทธรูปหลายสมัยที่ขุดค้นได้ในกรุวัดราชบูรณะทำให้ทราบว่าก่อนปี ๑๘๙๓ บรรพบุรุษได้สร้างตัวโดยผ่านรากฐานการสั่งสมอย่างยาวนาน การตกผลึกในความเจริญรุ่งเรืองได้ปรากฏเป็นศิลปกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่อง การศึกษาแหล่งโบราณสถานสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดย นางสุบงกช  ธงทองทิพย์
 

เรื่อง การศึกษาแหล่งโบราณสถานสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดย นางสุบงกช  ธงทองทิพย์


 

          ๑. วัดมหาธาตุ :  ความหลากหลายของแบบอย่างเจดีย์ สะท้อนความสำคัญและความยืนนานตั้งแต่แรกจนถึงวาระสุดท้ายของราชธานี
          วัดมหาธาตุได้รับสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๗ ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) เมื่อถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระศรีรัตนมหาธาตุหรือพระมหาธาตุเจดีย์ส่วนยอดหักลงมาถึงส่วนเหนือจตุรมุข ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระศรี-รัตนมหาธาตุให้ดีเหมือนเดิม และโปรดให้ก่อเสริมพระมหาธาตุเจดีย์ให้สูงจากเดิม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระศรีรัตนมหาธาตุหักลงมาจนถึงชั้นฐาน วัดมหาธาตุประกอบด้วยปูชนียสถานและศาสนสถานหลายแห่งได้แก่
               - พระศรีรัตนมหาธาตุหรือพระมหาธาตุเจดีย์ ภายหลังเรียกว่า พระปรางค์ เป็นประธานประกอบด้วยปรางค์ทิศ ๔ องค์ อยู่บนฐานเดียวกัน
               - พระระเบียง เรียกว่า ระเบียงเหลี่ยม ในระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งบนฐานชุกชีเรียงกันไปทั้ง ๔ ด้าน
               - พระวิหารหลวง อยู่ทางทิศตะวันออกของพระมหาธาตุเจดีย์ ตอนท้ายพระวิหาร เรียกว่า ท้ายจระนำ เชื่อมกับย่านกลางพระระเบียง
               - พระอุโบสถ อยู่นอกพระระเบียงไปทางทิศตะวันตก
               - ปรางค์ราย อยู่ทางด้านหลังและด้านใต้พระระเบียง
               - วิหารแกลบ คือวิหารขนาดเล็กที่พระภิกษุนั่งปฏิบัติธรรมได้เพียงรูปเดียว
          ศิลปกรรมที่ยังคงเหลือให้เห็น ได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในปรางค์บริวารองค์ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ลวดลายปูนปั้นตกแต่งปรางค์บริวาร  วัดมหาธาตุรกร้างจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๙ กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งโบราณสถานต่าง ๆ ภายในวัด ได้พบพระบรมสารีริกธาตุและศิลปวัตถุมีค่าจำนวนมากในพระมหาธาตุเจดีย์ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
          ๒. วัดพระศรีสรรเพชญ์ : วัดที่มีระบบระเบียบงานช่างดีที่สุด เพราะเป็นวัดในพระราชวัง วัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นชื่อซึ่งในชั้นต้นไม่ปรากฏในเอกสาร แต่ที่ปรากฏนั้นคือตรงจุดนี้เป็นที่ตั้งของพระราชวังซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี ๑๙๘๓ ในสมัยของปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในปลายรัชสมัยของเจ้าสามพระยาได้เกิดเพลิงไหม้พระราชวัง พระโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์และพระราชทานวังเดิมให้เป็นวัด เรียกว่า วัดรามาวาส แล้วสถาปนาพระราชวังทางด้านทิศเหนือ มีพระที่นั่งมังคลาภิเษก และพระที่นั่งต่าง ๆ และมีการสถาปนาพระเจดีย์องค์ทางทิศตะวันออก เนื่องจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงครองกรุงศรีอยุธยาเพียง ๑๕ ปี พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาได้มาบุกยึดดินแดน ในความเป็นสุโขทัยเดิมเพราะพระมารดาเป็นสายแห่งราชวงศ์สุโขทัย พระองค์จึงจำเป็นต้องเสด็จไปรับศึกที่พิษณุโลกและได้ประทับอยู่ที่นั่นถึง ๒๕ ปี เมื่อเสด็จสวรรคตพระโอรสได้ขึ้นครองราชย์ยังไม่ทันได้ดำเนินการใด ๆ  ก็เสด็จสวรรคตตามไป  เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒   ขึ้นครองราชย์ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ ๒ องค์ คือ องค์ทางทิศตะวันออกกับองค์กลางบรรจุพระบรมอัฐิพระบรมไตรโลกนาถและพระบรมราชาธิราชที่ ๓ และทรงสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นความทรงจำและเรียกขานกันว่า องค์พระศรีสรรเพชญ์ ในที่สุดทำให้วัดรามาวาสหายไปจากความทรงจำกลายเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ เจดีย์องค์สุดท้ายเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สิ่งก่อสร้างภายในวัดที่ยังหลงเหลือ เช่น
               - บริเวณท้องสนามหลวง แนวของแม่น้ำลพบุรี ปัจจุบันกลายสภาพเป็นคลองเมือง
               - พระที่นั่งวิหารสมเด็จ  พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท  พระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์
               - พระที่นั่งวิหารสมเด็จแต่เดิมเป็นพระที่นั่งมังคลาภิเษก ได้มีการทำนายว่าจะเกิดเพลิงไหม้ ตรงจุดนี้จะเป็นที่ประทับของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง พระที่นั่งมังคลาภิเษกจะมีส่วนต่อขยายไปเป็นพระที่นั่งพิมานรัตนา มีบันทึกว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้สิ้นสุดราชวงศ์สุพรรณภูมิเข้าสู่ราชวงศ์สุโขทัย พระที่นั่งมังคลาภิเษกในสมัยของพระเจ้าปราสาททอง โหรหลวงทำนายว่าจะเกิดเพลิงไหม้ ต่อมาได้เกิดอัสนีบาตร และไฟไหม้ พระที่นั่งวิหารสมเด็จได้สร้างขึ้นมาภายหลังตรงจุดที่เป็นพระที่นั่งมังคลาภิเษกเดิม
               - ฉนวนต่อเนื่อง ทางเดินของพวกฝ่ายในที่จะเดินผ่านเข้าไปในส่วนของวัด 
               - ลักษณะขององค์พระศรีสรรเพชญ์ เจดีย์รายโดยรอบส่วนใหญ่เป็นทรงระฆังเพราะเป็นช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
               - บริเวณในวัดนี้มีการเดินท่อประปา สันนิษฐานว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนสมัยพระเพทราชา เพราะในช่วงสมเด็จพระนารายณ์นั้นจะประทับและดำเนินการที่ลพบุรีเกือบทั้งหมด
               - สัญลักษณ์ของเสมาคือ ปริมณฑลของพระอุโบสถ วัดนี้ตัววิหาร เจดีย์ และพระอุโบสถจะอยู่ข้างเคียง
               - กรุทองคำที่มีมูลค่ามหาศาลพบก่อนวัดราชบูรณะ เป็นการพบตั้งแต่ครั้งจอมพล ป.พิบูลสงคราม เข้ามาบูรณะโดยใช้ปูนซีเมนต์ฉาบ  แต่มาในช่วงหลังทางกรมศิลปา-กรได้นำเทคนิคของปูนหมักและปูนตำมาปรับใช้
          ๓. วัดหน้าพระเมรุ : พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุด สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด งามที่สุด และ    ประเด็นโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ที่มักกล่าวถึงกันบ่อยที่สุด
          วัดนี้เป็นวัดที่ถูกกล่าวอ้างในเรื่องของจุดที่เป็นความเชื่อมต่อในด้านประวัติศาสตร์และในเชิงสถาปัตยกรรม ทำให้รู้ถึงเรื่องของประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของกรุงศรีอยุธยา วัดนี้มีร่องรอยการบูรณะที่ชัดเจนคือ การต่อมุขยื่นออกมา เห็นได้ถึงองค์ประกอบที่เป็นเซรามิกสีเขียว ตัวสัญลักษณ์ของสัตว์มงคลซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปกรรมในช่วงรัชกาลที่ ๓  ภายในพระอุโบสถ ถ้าไม่ทราบเนื้อหาและรายละเอียดของประวัติศาสตร์และศิลปกรรมก็จะเข้าใจว่าอยู่ในยุคต้นของอยุธยาไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างและการถ่ายเทน้ำหนักลง ๖ จุด ช่องหน้าต่างเป็นช่องแสงซึ่งเป็นรายละเอียดในช่วงตอนกลางและตอนปลายของอยุธยา  ที่สำคัญคือพระพุทธรูปทรงเครื่องที่อยู่ด้านใน   ด้านข้างมีวิหารน้อยซึ่งสถาปนิกในสมัยรัชกาลที่ ๓ ออกแบบให้คล้ายถ้ำอชันตาของอินเดีย ภายในมีพระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดีที่อัญเชิญมาจากเมรุร้างจังหวัดนครปฐม 
          ได้เคยมีผู้เสนอแนวคิดในการบรรยายทางวิชาการว่า การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องที่นิยมกันในช่วงกลางต่อช่วงปลายของกรุงศรีอยุธยา อาจเป็นความเชื่อที่ว่าพระพุทธองค์ปราบพระยาชมพู ในช่วงอยุธยาตอนปลายจะเชื่อในเรื่องของโลกพระศรีอาริย์มาก ดังนั้น ภาพของพระศรีอาริยเมตไตรยจะทรงเครื่องแบบกษัตริย์ และได้เสนอแนวคิดเรื่องพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ปรากฏในงานประติมากรรมของอยุธยาช่วงกลางถึงช่วงปลายว่าน่าจะเกี่ยวกับโลกพระศรีอาริย์
          วัดนี้ได้ผ่านการบูรณะมาแล้ว ศิลปกรรมในละแวกคลองเมืองหรือละแวกแม่น้ำลพบุรีปรากฏงานปรับปรุงในสมัยของรัชกาลที่ ๓ เป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่สถาปัตยกรรมดั้งเดิม ลักษณะเฉพาะคือระเบียง มีกระเบื้องจีน ลวดลายตรงวิหารน้อย และการใช้หินแกรนิตที่เป็นอับเฉา
          ๔. วัดไชยวัฒนาราม : วัดที่มีข้ออธิบายดีที่สุดด้านเอกลักษณ์ของงานช่างสมัยอยุธยา
          วัดนี้ในประวัติศาสตร์เป็นวัดที่สร้างในนิวาสสถานเดิมของออกญากลาโหม เมื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าปราสาททองได้สถาปนาวัดนี้ขึ้น รูปแบบถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์มากในความเป็นสัญลักษณ์ของพระเมรุมาศ ตรงกลางเป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุซึ่งแบ่งชั้นระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ วัดนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งจะเห็นบริเวณของพระอุโบสถรับกันกับแม่น้ำเจ้าพระยา และเห็นลักษณะทรงปรางค์ที่แตกต่างไปจากในช่วงต้นซึ่งฐานจะเตี้ย ส่วนช่วงปลายทรงปรางค์จะเรียวเล็ก ส่งอิทธิพลไปสู่ปรางค์ในสมัยรัตนโกสินทร์  ศิลปกรรมที่แสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธ-ศาสนา เช่น
               - การกำหนดอายุสมัยของราชวงศ์ปราสาททอง คือความนิยมในการย่อมุมไม้สิบสอง และฐานสิงห์ เช่นที่วัดชุมพลนิกายารามมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง
               - พระพุทธรูปในสมัยอยุธยาจะโกลนทั้งองค์และใช้ชิ้นส่วนมาต่อเชื่อม ความนิยมและการบริจาคซ่อมพระที่ชำรุดเป็นการทำลายรูปแบบของศิลปกรรมอย่างไม่มีโอกาสจะคืนกลับ เพราะถ้าไม่มีการพอกจะเห็นรูปแบบการสร้างของช่างโบราณซึ่งมีการพอกปูนลงรักปิดทอง ถ้าเป็นในสมัยลพบุรีจะสกัดทั้งองค์ ความนิยมในรูปแบบจะแตกต่าง ลวดลายของผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปแต่ละองค์แตกต่างกันไป 
               - เมรุ, เมรุมุม, เมรุทิศ ปรากฏงานปูนปั้นเป็นภาพเล่าเรื่อง ความนิยมภาพเล่าเรื่องจะปรากฏในงานศิลปกรรมต่าง ๆ ซึ่งทำมาตั้งแต่ช่วงต้น ๆ เช่น สมัยทวารวดีก็มีภาพชาดกเล่าเรื่องต่าง ๆ เป็นงานปูนปั้น งานปูนปั้นจึงเป็นงานฝีมือของบรรพบุรุษที่เลือกสรรใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสูงสุดและสามารถทรงคุณค่าอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ที่วัดไชยวัฒนารามจึงมีบ่อเผาหิน บ่อหมักปูน วิธีการที่ทำให้งานปูนปั้นติดกับตัวของอิฐจะมีตะปูที่เรียกว่า สังขวาน ในช่วงหลังจะมีการลักลอบดึงตะปูออกไปด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นเครื่องลางของขลัง
               - เจดีย์ที่ทรุดตัวลงมาและตัวภาพเล่าเรื่องหายไปและที่ทรุดแยกออกมาเนื่องจากก่อเสริมเข้าไป
          ๕. วัดมเหยงคณ์ : วัดในสมัยอยุธยาตอนต้นที่หลักฐานงานช่างบ่งว่าเกี่ยวข้องกับสุโขทัย
          ในช่วงพื้นที่ของวัดมเหยงคณ์กับวัดกุฎีดาวค่อนข้างมีเนื้อหาในด้านของการเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีกล่าวว่าเจ้าสามพระยาได้สร้างวัดนี้ขึ้นโดยรูปแบบหรืออิทธิพลต่าง ๆ ที่ปรากฏนั้นแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยคือการสร้างเจดีย์และมีช้างล้อมอยู่โดยรอบ ซึ่งจะสัมพันธ์กับการที่ราชวงศ์สุโขทัยได้เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อราชวงศ์ในความเป็นกรุงศรีอยุธยา หรือในความเป็นส่วนสำคัญของราชวงศ์สุพรรณภูมิ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เจ้าอ้ายเจ้ายี่ได้เกิดการปะทะกันขึ้น จึงทำให้สายตรงที่พระราชมารดาที่เป็นสายสุพรรณภูมิกับสายละโว้หรืออู่ทองเดิมขาดช่วงไป จึงเป็นโอกาสที่ทำให้สายของพระราชมารดาจากราชวงศ์สุโขทัยได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนสำคัญต่อการปกครอง ดังนั้นอิทธิพลหรือรูปแบบที่ปรากฏดังในหลักฐานของวัดราชบูรณะเป็นส่วนสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแต่เดิมจะมีการแบ่งช่วงระยะเวลากันว่าอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เข้ามาในอยุธยาไม่น่าจะเก่าเกินในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่เมื่อมีการขุดค้นกรุวัดราชบูรณะทำให้การพิจารณาในรูปแบบของศิลปะเปลี่ยนแปลงไป อิทธิพลของศิลปะสุโขทัยน่าจะเข้ามาในรัชสมัยของสมเด็จพระนครินทร์ราชาธิราชหรือเจ้านครอินซึ่งมีพระมเหสีที่เป็นสายของราชวงศ์สุโขทัย และมีพระโอรสขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ภายใต้ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ดังนั้นตัวรูปแบบของศิลปกรรมต่าง ๆ จึงได้ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก
          วัดนี้เป็นวัดสำคัญในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ และได้มีการบูรณะซึ่งก็ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในบางส่วน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบต่าง ๆ ของวัดมเหยงคณ์ เช่น
               –  สีมาในรุ่นแรกของอยุธยามีขนาดใหญ่
               –  รูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาคือลักษณะของตัวฐานตกท้องสำเภา
               –  ผนังมีลักษณะต่างไปจากรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งในสถาปัตยกรรมรุ่นเก่านิยมเจาะเป็นช่องแสง แต่วัดนี้เจาะเป็นช่องหน้าต่าง องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมยังคงให้เห็นถึงการถ่ายน้ำหนักลง ๖ จุด ซึ่งจะเป็นแบบของสถาปัตยกรรมรุ่นเก่า
               –  เจดีย์ทรงระฆังคว่ำหรือเจดีย์ทรงลังกามีกำแพงแก้วและมีช้างล้อมโดยรอบ ซึ่งแบบของสุโขทัย จะมีช้างยื่นออกมาจากองค์เจดีย์โดยตรง ซึ่งเป็นลักษณะของความนิยมในท้องถิ่น
          วัดนี้ได้ให้ข้อคิดหรือคติในการสร้างเจดีย์ที่มีช้างล้อมกับเจดีย์ที่มีสิงห์ล้อม ซึ่งน่าจะเป็นคติความนิยมดั้งเดิมของพื้นที่ในเขตภาคกลาง แต่ว่าเจดีย์ช้างล้อมจะเป็นอิทธิพลและความนิยมในช่วงของราชวงศ์สุโขทัยที่เข้ามามีบทบาทในพระราชวังหรือในด้านการปกครอง อาจกล่าวว่าได้ว่าอายุสมัยของวัดธรรมิกราชที่มีเจดีย์สิงห์ล้อมกับวัดแม่นางปลื้มก็ย่อมจะมีการพัฒนาการเก่ากว่าหลักฐานที่ปรากฏในกลุ่มของเจดีย์ที่มีช้างล้อม ดังนั้นรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือเจ้าสามพระยาก็น่าจะเริ่มต้นหลัง พ.ศ. ๑๙๖๗ 
          ๖. วัดกุฎีดาว : หลักฐานของงานก่อสร้างงานบูรณะตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย
          ปัจจุบันหลักฐานทางประวัติศาสตร์คือมีตึกหลังหนึ่ง สร้างขึ้นมาในโอกาสที่กรมพระราชวังบวร (ต่อมาขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระเป็นแม่กองในการบูรณะวัดกุฎีดาว  วัดกุฎีดาวน่าจะเป็นวัดตั้งแต่ยุคต้น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่นี้เป็นของกลุ่มอโยธยา มีการกล่าวอ้างว่า อาคารนี้ใช้เป็นที่รับรองในช่วงของการบูรณะซึ่งใช้เวลาถึง ๓ ปี รูปแบบของตัวแนวฐานสิงห์เป็นลักษณะที่มีความนิยมมาตั้งแต่ราชวงศ์ปราสาททอง แต่ว่าถ้าผ่านมาจนกระทั่งถึงในช่วงรัชกาลของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระก็ผ่านช่วงระยะเวลามาพอสมควร ในข้อสันนิษฐานอาคารนี้น่าจะมีอายุมากกว่าห้วงเวลาของรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ อาคารนี้ในประวัติศาสตร์กล่าวว่าเมื่อบูรณะเสร็จได้พระราชทานให้เป็นที่พักของสงฆ์หรือเป็นศาลาการเปรียญ จึงอาจเป็นไปได้ว่าคงจะมีรากฐานมาก่อนหน้านั้น ในช่วงที่มีการบูรณะจะมีการปรับใช้เป็นที่ประทับ ดังนั้นรูปแบบของสถาปัตยกรรมเห็นได้ชัดว่าเป็นพระราชนิยมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
          วัดกุฎีดาวเป็นวัดที่มีลักษณะเฉพาะของแนวกำแพงคือ มุมทั้ง ๔ มุมของวัดนี้มีการย่อมุม ๓ มุม ทำให้รูปแบบของผังมีความงดงาม ตัวแนวความยาวของกำแพงมีการหักมุมเข้าไปอีก ทำให้รูปลักษณะภายใต้ตัวแนวกำแพงมีความงดงามต่างไปจากวัดอื่น ๆ ที่เป็นสี่เหลี่ยมอย่างเดียว ลักษณะของตัวฐานส่วนที่เป็นพระอุโบสถในช่วงยุคต้นจะหันไปทางทิศตะวันตก ส่วนวิหารหันไปทางทิศตะวันออก หัวเสามีลักษณะที่เป็นบัวหัวเสารุ่นเดียวกับวิหารพระมงคลบพิตรและวัดมหาธาตุ  ตัวช่องโค้งของวิหารเป็นลักษณะเดียวกันกับที่ตึก ที่สำคัญที่สุดคือตัวช่องโค้ง (arch) ซึ่งจะพบในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพบมาจนถึงยุคต้น ๆ ของพระเพทราชาเท่านั้น
          ๗. วัดสุวรรณดาราราม : วัดแห่งราชวงศ์จักรีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
          วัดนี้เป็นวัดที่พระบรมชนกนาถได้สร้างไว้ แต่เดิมคงจะเป็นวัดเล็ก ๆ เมื่อรัชกาลที่ ๑ ได้ขึ้นครองราชย์ได้ทรงทำการบูรณะพร้อมกับกรมพระราชวังบวรฯ และได้ให้ชื่อว่า วัดสุวรรณดาราราม ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้มีการสร้างส่วนของวิหารและเจดีย์เพิ่มเติม ซึ่งแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายในพระอุโบสถและวิหารมีการเขียนภาพเทพชุมนุมโดยฝีมือช่างหลวงลักษณะเดียวกับที่ปรากฏในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งจะมีภาพเทพชุมนุม เทวดา ภาพผจญมาร ต่อมารัชกาลที่ ๗ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงเขียนภาพที่เกี่ยวกับพระนเรศวรขึ้นไว้ภายในวิหาร  ภาพที่มีการนั่งช้างสามารถบ่งบอกถึงประวัติได้คือ ถ้านั่ง ๓ คนอยู่บนช้างตัวเดียวกันอายุจะไม่เกินในสมัยอยุธยา แต่ถ้านั่ง ๒ คนจะเป็นภาพที่มีอายุเก่ากว่าสมัยอยุธยา 
          ๘. วัดธรรมิกราช : หลักฐานงานช่างที่ช่วยในการกำหนดอายุพระเจดีย์สิงห์ล้อมและเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ปัจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
          วัดนี้เป็นวัดหนึ่งที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดขึ้นก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาและได้รับการพัฒนาในห้วงเวลาของกรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด ในช่วงการย้ายพระราชวังจากพระศรีสรรเพชญ์มาสู่พระราชวังที่เห็นเป็นพระราชวังโบราณนั้น หลักฐานที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถ วิหารหลวง ล้วนแต่บ่งบอกถึงพัฒนาการ รวมทั้งเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่พบในวิหาร ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูงเกือบ ๒ เมตร ความกว้างเกือบเมตรครึ่ง
          แต่เดิมช่วงที่พระยาโบราณราชธานินทร์ได้เข้ามาดูแลวัดนี้มีการเก็บรวบรวม ในชั้นต้นเศียรพระพุทธรูปของวัดนี้ได้เก็บไว้ที่วังจันทรเกษมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในความเป็นอยุธยาพิพิธภัณฑ์สถาน ก่อนที่จะเคลื่อนมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ความสำคัญของวัดธรรมิกราชนอกเหนือจากพระอุโบสถ วิหารหลวง เจดีย์สิงห์ล้อมแล้ว ยังคงมีพระพุทธไสยาสน์ซึ่งเป็นร่องรอยของพุทธ-ศิลป์ในช่วงของกรุงศรีอยุธยา และรอยพระพุทธบาทซึ่งแต่เดิมมีลักษณะของการลงรักปิดทองประดับกระจกแต่ว่าสภาพชำรุดไปมาก ภายในวิหารหลวงมีจิตรกรรมฝาผนังอยู่ด้วย มีการขุดพบพระพุทธรูปและหลักฐานต่าง ๆ ได้จากเจดีย์ที่ล้มลงมา และมีการขุดค้นที่วิหารหลวงพบโบราณวัตถุในคูหาที่อยู่ทางด้านใน
 
                                                                                                                             นางสาวพรรณวิภา  ประภาสุข        
                                                                                                                             นักวรรณศิลป์ ๕
                                                                                                                             ผู้สรุป


ย้อนกลับ
 
  หน้าหลัก     |     พจนานุกรม    |     ศัพท์บัญญัติวิชาการ    |     อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย    |     คลังความรู้    |   สิ่งพิมพ์    |     กระดานสนทนา    |     ถาม-ตอบ  
ติดต่อ ราชบัณฑิตยสถาน
สนามเสือป่า เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐   โทรศัพท์ ๐ ๒๓๕๖ ๐๔๖๖-๗๐ อีเมล ripub@royin.go.th
Copy Rights © 2007 The Royal Institute, All Rights Reserved.Developed by TATSolution